สิทธินัดหยุดงานในกิจการสาธารณูปโภค สิริณพร ศิริชัยศิลป์ วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร นิติศาสตร มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 2559 บทคัดย่อ ชื่อวิทยานิพนธ์ สิทธินัดหยุดงานในกิจการสาธารณูปโภค ชื่อผู้เขียน นางสาวสิริณพร ศิริชัยศิลป์ ชื่อปริญญา นิติศาสตร มหาบัณฑิต ปีการศึกษา 2559 วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึ กษาถึงการรับรองสิทธินัดหยุดงาน ตามมาตรฐานแรงงานระหว่าง ประเทศและกฎหมายของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ภายใต้แนวคิดเกี่ยวกับหลักสิทธิและเสรีภาพ หลักการ เจรจาต่อรอง หลักความต่อเนื่ องของการจัดท าบริการสาธารณ ะ เพื่อพิเคราะห์การรับรองสิทธินัดหยุด งานใ น กิจการสาธารณูปโภค ตาม กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ของประเทศไทย โดย ท าการศึกษาในเชิง คุณภาพบนเอกสารทางวิชาการ อันประกอบด้วยหนังสือ วารสาร บทความ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย กฎหมายภายในประเทศและกฎหมาย ของ ต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพั นธ์ฉบับปัจจุบัน มีบทบัญญัติ ห้าม มิให้พนักงาน รัฐวิสาหกิจ ทุกแห่ง นัดหยุดงาน โดย เ ด็ดขาด โดยมิ ได้คานึงถึงวัตถุประสงค์ในการ จัดตั้งรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย ใ นแต่ละแห่งว่ามีภารกิจ ในการดาเนินการ เพื่อ ให้ บริการ สาธารณะ หรือไม่ นับว่าเป็ นก ฎหมายที่จากัดสิทธิ เสรีภาพ ของลูกจ้างไว้เกินสมควร ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการ พื้นฐานตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศที่ ได้ วางหลัก เกณฑ์ ในการจากัดสิทธินัดหยุดงานของ ลู กจ้างไว้ว่าสามารถกระทาได้ เพียง เท่าที่ จาเป็นเพื่อ การ รักษาไว้ซึ่งประโยชน์สาธารณะ เท่านั้น และไม่ ถือว่าขัดต่อหลักเสรีภาพในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน โดย ให้ พิจารณาจากประเภทของบริการ สาธารณะที่มีความจ าเป็นต่อชีวิต ความปลอดภัย และสุขอนามัยของประชาชนเป็นประการสาคัญ แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวสามารถกระท าได้โดยการน าความเห็นของคณะกรรมการว่า ด้วยเสรีภาพใ นการสมาคมขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ มา เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา รับรองสิทธินัดหยุดงานให้แก่แรงงานในรัฐวิสาหกิจ และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่อาจจะเกิดขึ้น แก่สาธารณะชน ควรน ามาตรการทดแทนการใช้สิทธินัดหยุดงานตามกฎหมายของสาธารณรัฐฝรั่งเศส มาเป็นแนวทางในกา รแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ให้มีความเหมาะสม กับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทย รวมทั้งเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับ มาตรฐานแรงงานสากลต่อไป ABSTRACT Title of Thesis The R i ght to Strike in Public U tilities Author Miss Sirinporn Sirichaisilp Degree Master of Laws Year 2016 The purpose of this thesis had studied about the acceptation of the right to in the public services according to the International Labour Standardization and the Republic of France Law under the concept of h uman rights and freedom, the concept of negotiation, the continuity of public services for the acceptation of the right to strike the Labour Law under the state enterprise labour relations Act B.E. 2543 (2000) This research study is a qualitative analysis under the documentary research from the various sources such as books, journals, information items and websites from both Thai law and International Labour laws et c This study result findings that the Labour law in public -government relation Act B.E. 2543 (2000) at p resent h aving the Code Act o f prohibition of the right to strike confidently in all kinds of the public -government relations intersection by not awareness of the purpose on objective of establishment in Thailand In each sector having the importance proceduring level in public services differently . This law is giving over limitation to the basic of employee in labour right It is not matching with the basic rights of employees labour according to the international labour standardization which gives rise to the concept of the limitation of the right to strike of employees by giving the concept of performance ability of need to protect the public services benefits and it is considering as non -violence to the individual right by considering from the types and kinds of public services for the ( 5 ) nee d of life , safety and the population health to be consider as the most importance The correction in these problems are able to doing according to the opinions and concept of the freedom committee in the international Labour Organization society for maint aining the standard in considering the acceptance of thee right to strike for the state labour enterprise labour relations intersection to reduces the public problems by using the standard rules for replacement in the right to strike according to the republic of France Labour Law for the correction and law reform in the public - government intersections relations law It is giv e rises to the balancing and properly whic h is depends upon the economics , social and Thai cultural to be matching with the international labour standardization กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงได้ ด้วยความเมตตาจากท่านอาจารย์และผู้ที่ให้ความ อนุเคราะห์หลายท่าน ศาสตราจารย์ ดร.สุนทร มณีสวัสดิ์ แสดงความกรุณารับเป็นอาจารย์ที่ปรึ กษา และให้แนวคิด คาแนะนา ตลอดจน คาชี้แนะที่สาคัญอันมีคุณค่าต่อการศึกษาในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผู้เขียนใคร่ขอกราบขอบพระคุณในจิตวิญญานแห่งความเป็นครูของท่านอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้ ผู้เขียน ใคร่ ขอกราบขอบพระคุณ ศาสตราจารย์ เกษมสันต์ วิลาวรรณ ประธานคณะกรรมการ สอบวิทยานิพนธ์ที่แสดงความเมต ตากรุณารับเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์และให้ค าแนะนา ที่มีคุณค่าทางวิชาการและเกิดประโยชน์ต่อการศึกษาวิชานิติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งท่าน รองศาสตราจารย์ปิยะนุช โปตะวณิช ที่กรุณาสละเวลาอันมีค่าร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการ สอบวิทยานิพนธ์ และตรวจสอบความถูกต้องของวิทยานิพนธ์ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย ขอขอบคุณว่าที่พันตรียุทธการ โกษากุล ผู้อานวยการกลุ่มงานพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ และ คุณณัชชา สุนทรพรรค นักวิชาการแรงงานชานาญการพิเศษ แห่งกรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ที่กรุณาให้ความอ นุเคราะห์ข้อมูลอัน เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในครั้งนี้ ขอบคุณในไมตรีจิตของพี่น้อง ร่วม รุ่นทุกท่าน ที่ มีน้ าใจ ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นพ.ธนกฤต กุศลสมบูรณ์ คุณศุภธนิศร์ ฤทธิ์จรูญโรจน์ และคุณรัชพล วัฒนภัคพล พี่น้องร่วมชั้นเรียนที่มีมิตรไมตรี เป็นอันดีต่อผู้เขียนตลอดมา โดยเฉพาะในการช่วยค้นคว้าข้อมูล การแปล และการเขียนบทความวิจัยภาษาต่างประเทศ รวมทั้งคุณอุมากัญญ์ ไกรฤกษ์ มิ ตรรุ่นเยาว์ ที่มีน้ าใจ ในการ ให้ความช่วยเหลือในทุกเรื่อง สุดท้ายนี้ ขอกราบขอบพระคุณและน้อมราลึกในคุณของบิดาและมารดา ผู้ให้ก าเนิดที่ ให้ความอุปการะ และแสดง ความห่วงใยอย่างหาที่สุดมิได้ อันเป็นกาลังใจที่ส าคัญ แห่งชีวิตของผู้เขียน รวมทั้งพี่น้องทุกท่าน หากวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ยัง คุณประโยชน์แก่ผู้อ่านอยู่บ้าง ผู้เขียนขอมอบ คุณงาม ความดีทั้ ง หมดเพื่อน้อมร าลึกในคุณของครูบาอาจ ารย์ และผู้มีพระคุณ ทุกท่าน ตลอดจน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่ให้โอกาสในการศึกษาแก่ผู้เขียนด้วย ส่วนข้อบกพร่องประการใด ผู้เขียนขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว สิริณพร ศิริชัยศิลป์ มกราคม 2559 สารบัญ หน้า บทคัดย่อ (3) ABSTRACT (4 ) กิตติกรรมประกาศ ( 6 ) สารบัญ ( 7 ) สารบัญตาราง (11) บทที่ 1 บทน า 1 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 1.3 สมมุติฐาน ของ การศึกษา 3 1.4 ขอบเขตของการศึกษา 3 1.5 วิธีการศึกษา 3 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้ รับ 4 1.7 ค านิยามศัพท์ 4 บทที่ 2 แนวคิดว่าด้วยหลักสิทธิและเสรีภาพ หลักการเจรจาต่อรอง หลักความต่อ 5 เนื่องของการจัดท าบริการสาธารณะ และความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธินัดหยุดงาน 2.1 แนวคิดทั่วไปของสิทธิและเสรีภาพ 5 2.1.1 ความหมายของสิทธิและเสรีภาพ 6 2.1.2 ความส าคัญของสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ 8 2.1.3 การจ ากัดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ 9 2.1.4 หลักความได้สัดส่วน 10 2.1.4.1 หลักความเหมาะสม 1 2 2.1.4.2 หลักความจ าเป็น 13 2.1.4 .3 หลักความได้สัดส่วนในความ หมายอย่างแคบ 14 ( 8 ) 2.2 หลักการร่วมเจรจาต่อรอง 1 8 2.2.1 ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ของหลักการเจรจาต่อรอง 22 2.2.2 ความหมายของการร่วมเจรจาต่อรอง 23 2.2.3 หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการร่วมเจรจาต่อรอง 2 5 2.2.3.1 ประเด็นของกา รร่วมเจรจาต่อรอง 27 2.2.3.2 ขอบเขตการยื่นข้อเรียกร้อง 28 2.2.3.3 ผลของการรวมกลุ่มเจรจาต่อรอง 30 2.2.3.4 การบังคับใช้ข้อตกลงการร่ว ม เจรจาต่อรอง 31 2.3 หลักว่าด้วยความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ 31 2.3.1 แนวความคิด พื้น ฐาน 3 2 2.3.2 สถานะทางกฎหมายของหลัก ความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ 32 2.3.3 ผลทางกฎหมายของหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ 34 2.3.3.1 ผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ทางราชการ 34 2.3.3.2 ผลต่อบุคลากรภาครัฐ 35 2.3.3.3 ผลต่อสัญญาทางปกค รอง 3 6 2.4 ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธินัดหยุดงาน 36 2.4.1 วัตถุประสงค์ของการนัดหยุดงาน 37 2.4.2 เงื่อนไขของสิทธินัดหยุดงาน 38 2.4.3 การจ ากัดสิทธินัดหยุดงาน 39 2.5 บทสรุป 40 บทที่ 3 สิทธินัดหยุดงานตามกฎหมายระหว่างประเทศและ กฎหมายของต่างประเทศ 41 3.1 สิทธินัดหยุดงานตามกฎหมายระหว่างประเทศ 41 3.1.1 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและ 42 วัฒนธรรม ค.ศ.1966 (International Covenant on Economic Social and Cultural Rights: ICESCR) 3.1.2 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 43 ค.ศ. 1966 (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ( 9 ) 3.1.3 อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วย 44 เสรีภาพในการรวมตัวเป็นสมาคมและการคุ้มครอง สิทธิในการ จัดตั้ง ค.ศ. 1948 ( Convention No. 87 Concerning Freedom of Association and Protection of the Right to Organize, 1948 ) 3.1.4 อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 98 ว่าด้วย 46 สิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ค.ศ. 1949 ( Convention No. 98 Rights to Organize and to Bargain Collectively, 1949 ) 3.1.5 กฎ บัตรทางสังคมแห่งสหภาพยุโรป ค.ศ. 1961 48 3.2 สิทธินัดหยุดงานตามกฎหมายแรงงานของต่างประเทศ 48 3.2.1 สิทธินัดหยุดงานตามกฎหมายสาธารณรัฐฝรั่งเศส 48 3.2.1.1 ที่มาของสิทธินัดหยุดงาน 49 3.2.1 2 การจ ากัดสิทธิ ใน การนัดหยุดงาน 52 3.2.1.3 มาตรการรองรับการนัดหยุดงาน 55 3.2.2 สิทธินัดหยุดงานตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา 57 3.2.2. 1 ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของ สิทธินัดหยุดงาน 5 7 3 2 2 2 กา รจ ากัดสิทธินัดหยุดงาน 61 3.3 บทสรุป 67 บทที่ 4 บทวิเคราะห์สิทธิ นัดหยุดงานในกิจการสาธารณูปโภค 7 1 4.1 สิทธินัดหยุดงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ด าเนินกิจการสาธารณูปโภค 7 3 4.2 ระดับความส าคัญของกิจการรัฐวิสาหกิจในประเทศไทยที่มีผลกระทบต่อ 7 8 ประโยชน์สาธารณะ 4.3 มาตรการทดแทนการนัดหยุดงาน ในกิจการสาธารณูปโภค : ความจ าเป็นที่รัฐ 8 3 ต้องกาหนดเพื่อคุ้ม ครองประโยชน์สาธารณะ 4.4 ข้อสังเกตบางประการต่อร่างพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ 8 5 พ.ศ . .... บทที่ 5 บทสรุ ปและข้อเสนอแนะ 8 9 5.1 บทสรุป 89 5.2 ข้อเสนอแนะ 93 ( 10 ) บรรณานุกรม 9 6 ภาคผนวก 10 3 ภาคผนวก ก ร่างพระราชบัญญัติแ รงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. .... 10 4 ภาคผนวก ข ตารางแสดงรูปแบบการจัดตั้งและวัตถุประสงค์องค์กร 1 32 รัฐวิสาหกิจในประเทศไทย ประวัติผู้เขียน 1 62 สารบัญ ตาราง ตารางที่ หน้า 5.1 ประเภทขององค์กรรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย 9 5 บทที่ 1 บทนํา 1 1 ควํามเป็นมําและควํามสําคัญของปัญหํา “ สิทธิ นัดหยุดงาน ” ( Rights to S trike ) ถือ เป็ น สิทธิขั้นพื้ นฐานทางแรงงานของลูกจ้างเพื่อ เป็นเครื่องมือ ใน การเจรจาต่อรอง ผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ กับ ฝ่ายนายจ้าง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ว่าเป็นการรับรองสิทธิในการเจรจาต่อรอง และ เสรีภาพในการรวมกลุ่ม ของลูกจ้าง โดยองค์การแรงงาน ระหว่างประเทศได้รับรอง เป็นหลักการไว้ ให้แก่ลูกจ้างทุกคนที่ทางานทั้งใน หน่วยงาน ภาครัฐและ ธุรกิจ เอกชนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งลูกจ้าง แต่ละคน จะสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด ก็ ขึ้นอยู่ กับว่าลูกจ้างนั้น ทางานในกิจการประเภทใด หาก เป็น ลูกจ้าง ที่ ทางานในกิจการบริการสาธารณะ ขอบเขตแห่ง การใช้สิทธิอาจถูกจากัดลง ได้ใน บางส่วนหรือทั้งหมด เพราะ หลักเกณฑ์ที่ สาคัญของการ จัดทา บริการสาธารณะ ผู้จัดทา จะต้องดาเนินการด้วยความต่อเนื่องอย่างสม่าเสมอ จึงเห็นได้ว่า การ ใช้สิทธินัดหยุดงาน ของลูกจ้างในกิจการบริการสาธารณะย่อมเกิดปัญหาการขัดกัน ของ หลักกฎหมาย พื้นฐานทั้งสองหลัก อันเป็นหลักกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับเดียวกัน กล่าวโดย ทั่วไปแล้ว บริการสาธารณะ ( Public S ervice ) นั้น ย่อมเป็นที่ทราบกัน ดี ว่าเป็น กิจ กร ร ม ที่ รัฐ ได้ จัดทา ขึ้นเพื่อ ประโยชน์ ของประชาชนโ ดยส่วนรวม และ ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึง บริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมกัน แต่ในมิติของกฎหมา ย นั้น ความสาคัญของ บริก ารสาธารณะ นอกเหนือจากการเป็นกิจกร ร ม ที่นิติบุคคลในกฎหมายมหาชนจัดท า ขึ้น เพื่อ ตอบสนองต่อ ความ ต้องการ ของ ประชาชน หรือที่เรียกกันว่า “ ประโยชน์สาธารณะ ” ( Public I nterest ) องค์กร ผู้ จัดทา ยัง จะ ต้อง ด าเนินการ ตามหลัก ว่าด้วยความ ต่อเนื่องของ จัดทาบริการสาธารณะ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ สาคัญ ที่ กาหนดให้ องค์กรที่ จัดทา หรือได้รับมอบหมาย จากรัฐ จะต้อง ดาเนินการ จัด ให้ มี บริการแก่ประชาชน อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา ซึ่ง ในทาง ทฤษฎี นิติศาสตร์ ลักษณะของความต่อเนื่อง เป็นประการใด นั้น ไม่มี หลักเกณฑ์ หรือการ วาง แนว บรรทัดฐาน อันเป็นมาตรฐาน ที่แน่นอน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทของ บริการ สาธารณะในแต่ละด้านว่ามีความจ าเป็นจะต้องด าเนินการอย่างถาวรหรือไม่ จึง เกิดปัญหา ว่า รัฐ ควร จะ กาหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ในการใช้สิทธินัดหยุดงาน เป็นประการใด เพื่อ เป็นการ รักษาดุลยภาพ ระหว่าง สิทธินัดหยุดงาน ที่ถือว่าเป็นสิทธิ พื้นฐาน ของ ลูกจ้าง กับประโยชน์ ของ มหาชน 2 สาหรับ กิจการสาธารณูปโภค นั้น จัด เป็นบริการสาธารณะ ขั้นพื้นฐาน ที่มีความจาเป็น ต่อการ ด าเนิน ชีวิต ประจ าวันของประชาชนโดยทั่วไป และจัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความ ส าคัญ ( Infrastructure ) ต่อ ระบบ ความมั่นคง ในทาง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ องค์กรที่มีหน้าที่ ใน การจัดทา กิจการ สาธารณูปโภคจะต้องดาเนินการให้บริการแก่ประชาชนอย่างสม่าเสมอ และต่อเนื่อง ตลอดเวลา หากการให้บริการหยุดชะงักลงอาจ สร้างความเดือดร้อน ต่อ ประชาชน และอาจส่งผล กระทบกระเทือนต่อ เนื่องไปยัง ระบบเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรรม ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แล้ว ระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบประปา การคมนาคม และ การสื่อสาร โทรคมนาคม ล้วนแต่ เป็นกิจการ ที่มีโครงข่าย ขนาดใหญ่ ที่ ต้องใช้เงินลงทุน สูง และ เกี่ยวข้องกับคน จ านวนมาก กิจการ สาธารณูปโภคในประเทศไทย ส่วนใหญ่ จึง ผูกขาด ดาเนินการ โดยรัฐ วิสาหกิจ เพียงรายเดียว เท่านั้น ซึ่ง องค์กร รัฐวิสาหกิจ เป็น เครื่องมือ ของรัฐ ใน การดาเนินภารกิจทางด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม หาก เกิด การ ใช้สิทธินัดหยุดงานของแรง งานรัฐวิสาหกิจ ในกิจการ พื้นฐาน ที่จาเป็นดังกล่าว ย่อมเ กิด ความเดือดร้อนและสร้างความเสีย หาย ให้ แก่ สาธารณชน อย่างมากมาย เพราะ ประชาชนไม่มีทางเลือก ที่จะ หัน ไป ใช้บริการจาก ผู้ให้บริ การรายอื่น ดังนั้น จึงมีปั ญหาที่น่า สนใจในการ ศึกษา ว่า ประเทศไทย ควร จะ ออกแบบกฎหมายแรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพื่อ กาหนดขอบเขตแห่ง การใช้ สิทธินัดหยุดงาน ให้แก่ แรง งานรัฐวิสาหกิจ ใน กิจการ สาธารณูปโภค ไว้ เป็น ประการใด เพื่อ แสด งให้เห็นว่ารัฐให้ความคุ้มครอง สิทธิ และ เสรีภาพ ขั้นพื้น ฐาน ของแรงงานในภาครัฐ ควบคู่ ไป กับการรักษาไว้ซึ่งประโยชน์สาธารณะ ซึ่ง ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฉบับที่บังคับใช้อยู่ ในปัจจุบัน มีบทบัญญัติ บางมาตรา ที่ ไม่สอดคล้องกับหลักการ แรงงานสากล กล่าวคือ กฎหมายฉบับดังกล่าวได้ จ ากัดสิทธิ ในการ นัดหยุดงาน ของแรงงานใน รัฐวิสาหกิจ ไว้ทั้งหมด 1 โดยมิได้ พิจารณาหรือ จาแนก ประเภท ของบริการสาธารณะที่มี ระดับ ความ จาเป็น ต่อ การดาเนินชีวิต ของ ประชา ชน ที่แตกต่างกัน ไป ตาม แนวท างของ มาตรฐานแรงงานระหว่าง ประเทศ ก าหนด ประกอบกับรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ด าเนินกิจการ สาธารณูปโภคด้าน การคมนาคม ขนส่ง ก็ดาเนินการให้บริการใน ลักษณะ ที่เป็น การแข่งขันกับเอกชน ซึ่ง กิจการดังกล่าว มิได้ด าเนินการแบบผูกขาดเฉพาะแต่รัฐวิสาหกิจเพียงรายเดียวเท่านั้น 1 2 วัตถุประสงค์ของกํารศึกษํา 1 เพื่อศึกษาถึงแนวคิดของหลัก สิทธิและเสรีภาพ 2 เ พื่อศึกษาถึงแนวคิดของหลักการ เจรจาต่อรอง ผลประโยชน์ ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง 1 มาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 3 3 เพื่อศึกษาถึงแนวคิดของหลักว่าด้วยความต่อเนื่องของการจัดทาบริการสาธารณะ และ สิทธิ นัดหยุดงานในกิจการ สาธารณูปโภค ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา 4 เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วย แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ นัด หยุดงานในกิจการสาธารณูปโภค 1 3 สมมุติฐํานของกํารศึกษํา เมื่อมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อให้สอดคล้องกับ หลักการตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่า งประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วย เสรีภาพในการรวมตัวเป็น สมาคมแล ะคุ้มครองสิทธิในการจัดตั้ง ค.ศ. 1948 และอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับ ที่ 98 ว่าด้วย สิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง ค.ศ.1949 ควร รับรอง สิทธิ นัดหยุดงาน ให้แก่ แรงงาน ใน รัฐวิสาหกิจ เท่าที่ ไม่กระทบต่อหลัก ว่าด้วยความต่อเนื่องในการจัดท าบริการสาธารณะ 1 4 ขอบเขตของกํารศึกษํา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ก าหนดขอบเขตการศึกษาถึงแนวคิดตามกฎหมาย แรงงาน ระหว่าง ประเทศและกฎหมาย แรงงานสัมพันธ์ ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ที่เกี่ยวกับสิทธินัด หยุดงานของ ลูกจ้าง ในกิจการสาธารณู ปโภค เฉพาะ ที่ดาเนินการโดยหน่วยงานภาครัฐ และมาตรการ พิเศษของแต่ละป ระเทศที่ นามาใช้เพื่อให้กิจการ บริการสาธารณะ ดาเนินต่อ ไปด้วยความต่อเนื่องไม่ เกิดการชะงักงัน มิฉะนั้นจะมีผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน พร้อมกับศึกษ าถึงการ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของแรงงานรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติแรงง านรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 1 5 วิธีกํารศึกษํา การศึกษาเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ท าการศึกษา ในเชิงคุณภาพ ( Qualitative Research ) และ ค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร ( Documentary Research ) โดยอาศัย ข้ อมูล ทุติยภูมิ อันประกอบด้วย เอกสารทางวิชาการ ในรูปแบบของ หนังสือ วารสาร บทความ ราย งานวิจัย วิทยานิพนธ์ รายงานการ ประชุม เอกสารประกอบกา รพิจารณ าของคณ ะรัฐมนตรี กฎหมาย ทั้งภ าษาไทยและ ภาษาต่างประ เทศ รวมทั้งข้อมูลใน ระบบอิเล็กทรอ นิกส์ 4 1.6 ประโยชน์ที่คําดว่ําจะได้รับ 1 ท าให้ทราบถึงแนวคิด ทั่วไป ของหลัก สิทธิและ เสรีภาพ ตามที่ได้รับการรับรองไว้ใน บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2 ท าให้ทราบถึงแนวคิดของหลักการเจรจาต่อรอง ผลประโยชน์ระหว่างนายจ้าง กับ ลูกจ้าง 3 ทาให้ทราบแนวคิดของหลักว่าด้วยความต่อเนื่องของการจัดทาบริการสาธารณะ และ สิทธิ นัดหยุดงานในกิจการสาธารณู ปโภค ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา 4 ทา ให้ทราบถึงหลักการในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ว่าด้ว ย แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ นัดหยุดงานในกิจการสาธารณูปโภค 1.7 ค ํานิยํามศัพท์ “ บ ริการสาธารณะ ” หมายถึง กิจกรรม ทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ที่ดาเนินการ หรือ ควบคุม โดยฝ่ายบริหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยทั่วไป มิใช่ตอบสนองเพียงแค่ ประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และไม่รวมถึงการให้บริการ สาธารณะ ทางปกครอง “ กิจการสาธารณูปโภค ” หมายถึง บริการสาธารณะที่ดาเนินการเพื่ออานวยประโยชน์แก่ ประชาชนในสิ่งอุปโภคที่มีความจาเป็นขั้นพื้นฐานต่อการดาเนินชี วิตประจาวัน ของประชาชน เช่น การไฟฟ้า การประปา การคมนาคม และระบบ สื่อสาร โทรคมนาคม เป็นต้น 5 บทที่ 2 แนวคิดว่ําด้วยหลักสิทธิและเสรีภําพ หลักกํารเจรจําต่อรอง หลักควํามต่อเนื่องของกํารจัดท ําบริกํารสําธํารณะและ ควํามเข้ําใจเกี่ยวกับ สิทธินัดหยุดงําน ใน บทนี้ จะทาการศึกษา วิเคราะห์ ถึง หลัก ทั่วไป และ ขอบเขต ของ สิทธิ และ เสรีภาพ เพื่อสร้าง ความเข้า ใจ ใ ห้ กระจ่างแจ้ง อันจะ เกิดประโยชน์ต่อการใช้และการตีความใน หลักการพื้นฐาน ของสิทธิ และ เสรีภาพ ได้ อย่างถูกต้อง และ จะ ศึกษาถึงรากฐานที่มาของหลัก เสรีภาพในการรวมตัวเป็น สหภาพ แรงงานไป พร้อมกั บ แนว คิดเกี่ยวกับหลักการ เจรจาต่อรอง ผลประโยชน์ รวมทั้ง ศึกษา แนวคิดของ หลัก ว่าด้วย ความต่อเนื่อง ใน การจัดทาบริการสาธารณะ เป็นลาดับถัดไป ต่อ จากนั้นจะ ทา ความเข้าใจ เกี่ยวกับ สิทธินัดหยุดงาน เป็นล าดับสุดท้าย ซึ่ง สาระส าคัญของแนวคิดดังกล่าว มี รายละเอียด ดัง ต่อไป นี้ 2.1 แนวคิดทั่วไปของ สิทธิ และ เสรีภําพ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ของสิทธิและเสรีภาพ สามารถกล่าวได้ว่า มีความสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิดกับพัฒนาการของสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือ กันว่า เป็นรากฐานของสิทธิและเสรีภาพตาม รัฐธรรมนูญ ของบรรดาประเทศเสรีประชาธิปไตย แนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิตาม ธรรมชาติ นั้นได้รับอิทธิพลมาจากหลักกฎหมาย ธรรมชาติ ( Natural L aw ) ที่เห็นว่ามนุษย์ทุกคนถือ กาเนิดมา โดยมีสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติ ที่เท่าเทียมกันทุกประการ เป็นสิทธิเสรีภาพที่ มีความ เป็น สากลอันไม่อาจแบ่งแยกได้ ไม่อาจ ล่วง ละเมิด หรือ จาหน่ายจ่ายโอน ให้แก่กัน ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ ต้องการวางหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ ของประชาชนมิให้ถูก ล่วง ละเมิดโดยอานาจ รัฐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าเป็นแนว ความ คิดในการจากัด การใช้ อานาจ ของ รัฐ เนื่องด้วยเหตุผลว่า รูปแบบการปกครองในสมัยดั้งเดิม นั้น ไม่มีการสถาปนา รัฐธรรมนูญเพื่อรับรองสิทธิและเสรีภาพแก่ ประชาชน รัฐมีอานาจ เด็ดขาด ในการบริหารปกครอง ประเท ศโดยใช้กลไกของรัฐ ได้อย่างไม่มีขอบเขต จ ากัด รวมทั้ง ไม่ได้มีการแบ่งแยกอานาจ ในการปกครองประเทศ ดังรูปแบบของ การปกครอง ใน ระบอบ ประชา ธิปไตย ปัจจุบัน รูปแบบการปกครองในอดีตกาลดังกล่าวเอื้ออานวยต่อการล่วงละเมิด ต่อสิทธิ 6 และเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ยังผลให้เกิดความทุกข์ยากและเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยทั่วไป ด้วยเหตุนี้ จึง ปรากฏ แนวคิด เกี่ยวกับ กฎหมายตามธรรมชาติเพื่อการต่อสู้ หรือถ่วงดุลย์ กับ อานาจรัฐ หรือผู้ปกครองรัฐ ที่กุมอานาจนิติบัญญัติ อานาจบริหารและอานาจตุลาการไว้อย่างเด็ดขาด ซึ่ง เนื้อแท้ของ กฎหมายตามธรรมชาติ นั้น เป็น ความคิด ในเชิงอุดมคติที่มีอิทธิพล ส าคัญ ต่อการ เคลื่อนไหว เพื่อ เรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และน าไปสู่การ จัดท า “ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ” โดยสาระสาคัญของกฎหมายธรรมชาติ จะ เป็นกฎหมายที่ไม่ ถูก จากัด ด้วย เงื่อนไขของ กาลเวลา สามารถ นามา ใช้ได้ทุกยุคสมัย และ มีความเป็น สากล นาไปใช้ได้ โดย ทั่วไปทุกแห่งหน ไม่จากัด ไว้ ซึ่งรัฐใดรัฐหนึ่ง อีกทั้ง ยัง ดารงอยู่เหนื อกฎหมายของ รัฐ กล่าวคือ รัฐไม่อาจที่จะตรากฎหมายใดได้ที่ จะ ไปขัดหรือแย้งกับกฎหมายธรรมชาติ 2 สิทธิ มนุษยชนจึง มีความส าคัญในฐานะ เป็นสิทธิตามธรรมชาติที่มีสถานะเป็นสิทธิที่เด็ดขาดและสูงสุด 2.1.1 ควํามหมํา ยของสิทธิและเสรีภําพ ก่อนที่จะ ทาการ ศึกษาเข้าไปถึงหัวใจสาคัญ หรือแก่น ความ ( C ore ) ของสิทธิและเสรีภาพ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทาความเข้าใจในความหมายของสิทธิและเสรีภาพ เนื่องจากโดยทั่วไป แล้ว มักจะใช้คาว่าสิทธิ เสรีภาพควบคู่กันไป จน ดู เสมือน หนึ่ง ว่าเป็นคาที่มีความหมายเดียวกัน แท้จริงแล้ว ความหมายของค าว่าสิทธิและเสรีภาพนั้น มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยส าคัญ ความหมายโดยทั่วไปของคาว่าสิทธิ ( R ights ) หมายถึงอานาจที่กฎหมายรับรองให้แก่บุคคล ในอันที่จะเรียกร้องให้บุคคลอื่นกระทาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อคุ้มครอง หรือรักษาผลประโยชน์อัน เป็นส่วนที่พึงมีพึงได้ของบุคคลนั้น 3 ตามนัยนี้ ย่อม แสดงให้เห็นว่า สิทธิ ก่อให้เกิดหน้าที่แก่บุคคลอื่นที่ จะต้องเคารพด้วย เช่นกัน 4 แต่สิทธิตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิทธิทั่วไปขั้นพื้นฐานของพลเมืองที่รัฐ จะต้องให้ความเคารพ อัน เป็นสิทธิตามกฎหมายมหาชน ซึ่งหมายถึงอานาจตามรัฐธรรมนูญหรือ กฎหมายสูงสุดได้บัญญัติให้การรับรองคุ้มครองแก่ ประชาชน ในอันที่จะกระทาการใดหรือไม่กระทา การใด การให้อานาจ แก่ ประชาชน ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องที่จะไม่ให้บุคคลใดแทรกแซงใน ขอบเขต แห่ง สิทธิของตน โดยบา งกรณีการเรียกร้องดังกล่าวก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องให้รัฐดาเนินการ อย่างใดอย่างหนึ่ง และสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยังหมายความรวมถึงการให้หลักประกันในเชิงหลักการ 2 กุลพล พลวัน , สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย (กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์ , 2543) , หน้า 14 3 ปรีดี เกษมทรัพย์ , หลักกฎหมํายแพ่ง: หลักทั่วไป , พิมพ์ครั้งที่ 5 (กรุงเทพมหานคร: คณะ กรรมการบริการทางวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2526 ) , หน้า 83 - 85 4 วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ , สิทธิและเสรีภําพตํามรัฐธรรมนูญ (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน , 2543 ) , หน้า 21 7 เพื่อ ให้ความคุ้มครองกรรมสิทธิ์ หรือเสรีภาพทางวิชาการอีกด้วย ดังนั้น สิทธิจึงเป็นอานาจของบุคคล ในการเรียกร้อ งให้บุคคลอื่นหรือรัฐกระทาการ หรืองดเว้นกระทาการ หรือยอมให้กระทาการอย่างใด อย่างหนึ่งโดยไม่เข้า ไป ขัดขวาง 5 สาหรับเสรีภาพ ( Liberty ) หมายถึง ความมีอิสระของบุคคลในการที่จะกระทาการอย่างใด อย่างหนึ่งตามความประสงค์ของตน โดยปราศจากการแทรกแซง หรือครอบงาจากบุคคลอื่น 6 ดังนั้น เสรีภาพจึงเป็นอานาจในการกาหนดตนเองโดยอิสระของบุคคลที่จะกระท าการใดหรือไม่กระท าการใด ซึ่ง จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างจากสิทธิ ตรง ที่เป็นการใช้อานาจเพื่อเรียกร้องให้ผู้อื่นกระทาการ หรืองด เว้นกระทาการอย่างใดอย่ างหนึ่งให้เกิดประโยชน์แก่ตนและ ก่อให้เกิดหน้าที่ แก่บุคคลอื่นด้วยเช่นกัน แต่หน้าที่ในลักษณะเช่นนี้เป็นเพียงหน้าที่ที่จะต้องเคารพในเสรีภาพของบุคคลอื่น ผู้ทรงในเสรีภาพมี อานาจตามกฎหมายเพียงแค่เรียกร้องให้บุคคลอื่นละเว้นการรบกวนขัดขวางการใช้เสรีภาพแห่งตน เท่านั้น ส่วนค าว่าหน้าที่ ( Duty ) นั้น คือ สิ่งที่กฎหมายก าหนดขึ้นให้บุคคลต้องปฏิบัติตามเพื่อ ประโยชน์โดยตรงต่อส่วนรวม หรือต่อผู้อื่นตามสิทธิที่บุคคลนั้น ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ตาม กฎหมาย หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกาหนดไว้ ย่อม มีความผิดและได้รับโทษ 7 ดังนั้น เมื่อ ลูกจ้าง มีเสรีภา พในการรว มตัวเป็นสหภาพแรงงาน หรือมีสิทธิ ในการ รวมกลุ่มเพื่ อ เจรจาต่อรองจึงถือ เป็นหน้าที่ที่บุคคลอื่น จะ ต้องถือปฏิบัติ โดยการไม่เข้าไปขัดขวางต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าว ของ ลูกจ้าง จากการศึกษา ความหมา ยของ คาว่า สิทธิและเสรีภาพ จะเห็นได้ว่าทั้งสองคาต่างก็ เหมือน กัน ในแง่ที่ มีกฎหมายรับรอง ใ ห้อานาจ แก่บุคคล เพื่อสามารถ กระทาการต่าง ๆ แต่ เมื่อพิจารณา ใน ข้อ สาระสาคัญ แล้ว พบ ว่ามี ความ แตกต่างกัน อย่างชัดเจน กล่าวคือ สิทธิ นั้นเป็น อานาจ อันชอบธรรม ของ บุคคล ในการเรียกร้องให้ บุคคลอื่น หรือองค์กรผู้ใช้อ านาจรัฐ กระท าการ หรืองด เว้นกระทาการอย่างใด อย่างหนึ่ งโดยเฉพาะเจาะจง เพื่อประโยชน์แก่ ตนเอง ซึ่ง ตามนัยนี้แสดงให้เห็นได้ว่าสิทธิย่อม ก่อให้เกิดหน้าที่แก่บุคคลอื่นหรือองค์กรผู้ใช้อานาจรัฐ ที่จะต้องกระทาการหรืองด เว้นกระทาการ อย่าง ใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ทรงสิทธิ แต่ ในส่วนของ เสรีภาพเป็นอานาจของบุคคลในการที่ จะกระท าการใด ๆ ในสิ่งที่ตนเองมีความประสงค์จะกระท า และจะ ไม่กระท าการ ในสิ่ง ที่ ไม่ อยู่ในความ 5 บรรเจิด สิงคะเนติ , หลักพื้นฐํานเกี่ยวกับ สิทธิและเสรีภําพและศักดิ์ศรีควํามเป็นมนุษย์ , พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน , 2552 ) , หน้า 48 - 52 6 วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ , เรื่องเดิม, หน้า 22 7 วิชัย ศรีรัตน์ , สิทธิมนุษยชนและเสรีภําพของชนชําวไทย (นนทบุรี: สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , ม.ป.ป.) , หน้า 25 - 26 8 ประสงค์ของตน ซึ่ง ไม่อาจ มีผู้ใด จะ มีอานาจ โน้มน้าวหรือสั่งการให้ ผู้ทรงเสรีภาพกระ ท าการตาม เสรีภาพที่มีอยู่ แต่อย่างไร ก็ตาม แม้ว่าเส รีภาพจะยังผลให้เกิดหน้าที่แก่บุคคลอื่นหรือองค์ กรผู้ใช้ อานาจรัฐ หน้าที่เช่นว่านี้ ก็เป็นเพียงแค่หน้าที่ที่จะต้องงดเว้นจากการกระทาใด ๆ ที่จะเป็นอุปสรรค หรือขัดขวางต่อ การใช้เสรีภาพของผู้ทรงเสรีภาพ เท่านั้น ผู้ทรงเสรีภาพหาได้มีอานาจอันชอบธรรมใด ๆ ที่จะเรียกร้องให้บุคคลอื่นหรือองค์กรผู้ใช้อานา จรัฐกระทาการอย่างใดอย่างหนึ่งอัน เป็นการส่งเสริม หรือสนันสนุนการใช้เสรีภาพของตนเองให้เป็นไปโดยสะดวก ยิ่งขึ้น 2.1.2 ควํามส ําคัญของ สิทธิและเสรีภําพ ตํามรัฐธรรมนูญ สิทธิและเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ตาม ที่ รัฐ ได้รับรองไว้ ให้แก่ ประชาชน ในรัฐธรรมนูญ นั้น เป็นสิทธิ และเสรีภาพที่ถือกันว่า มนุษย์แต่ละคนจาเป็นต้องมีและใช้เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพแห่งตนทั้งในทาง กายภาพและในทางจิตใจ นับ ว่า เป็ นคุณค่าสูงสุดที่มีผลผูกพันธ์ องค์กรผู้ใช้อานาจ รัฐทุกองค์กร ซึ่ง หมายถึงว่า ในการปฎิบัติตามอานาจหน้าที่ขององค์กรนิติบัญญัติ องค์กรบริหาร และองค์กรตุลาการ จะต้องให้ความเคารพและ คุ้มครอง ในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดัง เช่น ที่ เคย ปรากฏ การรับรอง สิทธิและเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ให้แก่ประชาชน ไว้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาแล้ว เกือบทุก ฉบับ ซึ่งบรรดาบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิและเสรีภาพจึงไม่เพียงแต่มีฐานะเป็นคา ประกาศอุดมการณ์ของรัฐเท่านั้น หากแต่มีฐานะเป็นบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่มีผล บังคั บใช้กับ องค์กร ต่าง ๆ ของรัฐ โดยทันทีเลยทีเดียว โดยที่องค์กรนิติบัญญัติไม่จ าเป็นต้อง ตรากฎหมายใน ระดับ พระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายลาดับรองออก มา ยืนยัน ความมีอยู่จริงของสิทธิและเสรีภาพนั้น อีก ชั้นหนึ่ง ซึ่งในกรณีที่รัฐธรรมนูญรับรองและให้ความคุ้มครอง สิทธิและ เสรีภาพด้านใดด้านหนึ่งแก่ ประชาชน ประช าชนย่อมมี สิท ธิและเสรีภาพ กระทาการตาม สิทธิและเสรีภาพ ที่ ตนเองได้รับ โดย ทันที โดย องค์กร ผู้ใช้อานาจ รัฐ ไม่มีอานาจ อัน ชอบธรรมใด ๆ ที่จะ ไป ห้ามการใช้ สิทธิและ เสรีภาพนั้นของ ประชาชนได้ โดย อ้างว่ายังไม่มีการตราพระราชบัญญัติ ใด ๆ เพื่อ กาหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและ วิธีการใช้ สิทธิและ เสรีภาพนั้นขึ้น บังคับ ใช้ แต่อย่างไร ก็ตาม การที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองสิทธิและ เสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ของ ประชาชนไว้ นั้น เป็น เพียงเจตนารมณ์ในเบื้องต้น เพื่อ ป้องกันมิให้องค์กรผู้ใช้อานาจรัฐ ไปดาเนินการ ยกเลิก หรือเพิกถอนสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เท่านั้น ความจริงในการมีสิทธิและ เสรี ภาพนั้นนับว่าเป็นสิ่ งที่ดีอย่างยิ่ง แต่ผู้ทรง สิทธิและเสรีภาพก็ มีหน้าที่ต้องระมัดระวัง ใน การใช้สิทธิ และเสรีภาพของตนเองมิให้ ไป ล่วงละเมิดใน แดน สิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการใช้สิทธิ และ เสรีภาพที่ไปกระทบกระเทือนต่อสวัสดิภาพและความ ดารงชีวิตโดยปกติสุข ของประชาชนในสังคม 9 หากรัฐมีความจาเป็นที่ ต้องให้ความปกป้องคุ้มครองในสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือ รักษาไว้ซึ่งประโยชน์สาธารณะ รัฐ ย่อมมีอานาจ ในการตรากฎหมายออกมาจากัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน โดยไม่ถือว่ารัฐกระทาละเมิดในสิทธิและเสรีภา พของ ประชาชน แต่ การ ที่รัฐจะแทรกแซงใน สิทธิและเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของประชาชน ได้โดยชอบธรรมนั้น ต้อง มี ความมุ่งหมาย เพียง เพื่อ ให้ความ คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ซึ่งใน การที่ทาให้ ประโยชน์สาธารณะ หรือประโยชน์ ของ มหาชนบรรลุ ตามความมุ่งหมาย ได้นั้น มีความจาเป็น อย่างยิ่ง ที่ รัฐ จะต้อง เข้าไป จากัดสิทธิขั้นพื้นฐาน ของ ประชาชน โดย รัฐ สามารถจ ากัดสิทธิได้ตามความจ าเป็นและอยู่ภายในขอบเขตที่กฎหมายก าหนด เท่านั้น 2.1. 3 กํารจ ํา กัดสิทธิและเสรีภําพ ตํามรัฐธรรมนูญ จากการศึกษาถึง หลัก สิทธิ และ เสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ของ ประชาชน ตามที่ ได้บัญญัติ รับรองไว้ใน รัฐธรรมนูญของประเทศ เสรีประชาธิปไตย นั้น พบว่า ได้ให้การ รับรองสิทธิ และเสรีภาพ ไว้ แก่ประชาชน ไว้ 2 ลั กษณะ ด้วยกัน โดยลักษณะแรกเป็น การ รับรองไว้อย่างสั มบูรณ์ ( Absolute ) สิทธิ และ เสรีภาพ ที่ ได้รับการ รับรองไว้อย่างสั มบูรณ์ นี้ จะมี ผลให้ ประชาชน สามารถที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ได้ อย่างเด็ ดขาด โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ ซึ่ง จะเกิดขึ้นได้ ก็แต่เฉพาะสิทธิและเสรีภาพในมโน ธรรมหรือในทางความคิดเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในเคหสถาน เสรีภาพในการสื่อสาร เสรีภาพในทางวิชาการ และเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย เป็นต้น ลักษณะประการ ที่สอง จะเป็นการ รับรอง ไว้ อย่างสัมพัทธ์ ( Relative ) ซึ่ง การรับรองใน ลักษณะนี้จะ ปรากฏ เฉพาะ แต่ สิทธิเสรีภาพ ที่แสดงออก ใ น เชิงการกระทา เท่านั้น ที่ รัฐย่อมสงวนไว้ซึ่ง อานาจในอันที่จะ จา กัดการใช้สิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ได้ในภายหลัง ทั้งนี้ ใน การจากัดสิทธิและ เสรีภาพนั้น มีหลักการว่าจะกระทาได้เท่าที่ไม่กระทบกระเทือนต่อสาระสาคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ และโดยอาศัยอ านาจตามกฎหมายเท่านั้น อีกทั้งกฎหมายดังกล่าวต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและ ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง รวมทั้ง จะ ต้องดาเนินไป ด้ วย เหตุผล หรือความมุ่งหมาย เพียง เพื่อ การ คุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ ของบุ คคลอื่น หรือเพื่อ ความสามาร ถในการด าเนินภารกิจ ใด ๆ ของรัฐที่เป็นตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ประโยชน์ สาธารณะ เท่านั้น เช่น สิทธิ ในการ นัดหยุดงาน ที่เป็นวัตถุประสงค์โดยต รงของการศึกษาวิทยานิพนธ์ ฉบับนี้ 8 เหตุผลหนึ่งที่ท าให้รัฐมีอานาจใน การจ ากัดสิทธิและ เสรีภาพ ของ ประชาชน คือเพื่อการรักษาไว้ ซึ่ง ประโยชน์ อันร่วมกันของคนในสังคม หรือประโยชน์ สาธารณะ ซึ่ง ถือเป็นเหตุผลที่สาคัญในการ จากัดสิทธิ และเสรีภาพ โดยความหมายของคาว่า “ ประโ ยชน์ สาธารณะ หรือประโยชน์ของมหาชน ” 8 บรรเจิด สิงคะเนติ , เรื่องเดิม, หน้า 204.