1 http :// www thaigov go th (โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง) วันนี้ 29 กันยายน 2569 เวลา 10 00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึก บัญชาการ 1 ท าเนียบรัฐบาล สรุปสาระส าคัญ ดังนี้ กฎหมาย 1 เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... 2 เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด วัดเทพอุลุมพัง (ร้าง) ต าบลบางกระสอ อาเภอ เมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ให้แก่กระทรวงก ารคลัง พ.ศ. .... 3 เรื่อง ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยนครพนม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... 4 เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต้องเป็นไปตามมาตรฐาน จ านวน 3 ฉบับ 5 เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ต้องเป็นไปตาม มาตรฐาน พ.ศ. .... 6 เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เศรษฐกิจ - สังคม 7 เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาด าเนินโครงการและระยะสิ้นสุดการจ่ายเงิน โครงการพัฒนาสวนลาไย คุณภาพตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลาไย เพื่อเพิ่มรายได้ 8 เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาด าเนินโครงการ โครงการคลองระบายน้ าหลา กบางบาล - บางไทร จังหวัดพระนครศรี อยุธยา 9 เรื่อง การขยายระยะเวลาและร ายงานเหตุผลที่ไม่อาจด าเนินการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 และ มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 10 เรื่อง การขอขยายระยะเวลาตามมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติต ารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 11 เรื่อง ผลการพิจารณาและผลการดาเนินการตามมติค ณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 รับทราบผล การวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน (กรณีการไม่ออกใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์) 12 เรื่อง ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจาปีง บ ประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสารอง จ่าย เพื่อกรณี ฉุ กเฉินหรือจ าเป็น เพื่อสนั บสนุนและส่งเสริมการศึกษาด้วยการให้กู้ยืมเงินเพื่อ การศึกษาแก่นักเรียน/นักศึกษา 13 เรื่อง ขอขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร 2 14 เรื่อง การขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณส าหรับเป็นค่าเช่าอาคารที่ ท าการส านักงาน ค่าเช่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และค่าเช่าคลังเก็บวัสดุของส านักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส านักงานต่างประเทศ 15 เรื่ อง การขอเพิ่มเติมวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลู กข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูก ให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 ต่างประเทศ 1 6 เรื่อง ร่ า ง ถ้ อ ย แ ถ ล ง ร่ ว ม ( Joint Press Statement ) ข อ ง ก า ร ป ร ะ ชุ ม ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ร่ ว ม ไทย - สหภาพยุโรป ครั้งที่ 2 1 7 เรื่อง ขอความเห็นชอบกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย - แคนาดา แต่งตั้ง 1 8 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชก ารพลเรือนสามัญให้ด ารงต าแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงพาณิชย์) 19 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ด ารงต าแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (ส านักนายกรัฐมนตรี) 2 0 เรื่อง การแต่งตั้งผู้อานวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (กระทรวงการคลัง) 2 1 เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) 2 2 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิ จัยและนวัตกรรม) 2 3 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการ อื่น ในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (กระทรวงสาธารณสุข) 2 4 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ด ารงต าแหน่งประเภทบริหารระดับสู ง (กระทรวงศึกษาธิการ) 3 กฎหมาย 1 เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรี มีมติ เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ตามที่ สานักงาน ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และก า รสร้างความสามัคคีปรองดอง (ส านักงาน ป.ย.ป.) เสนอ รวมทั้ง ม อบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม [สานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.)] เป็น หน่วยงานเจ้าของเรื่องเพื่อด าเนินการต่อไ ป สาระส าคัญของเรื่อง 1. ร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ที่ส านักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดองเสนอ ซึ่ง คณะกรรมการพัฒนากฎหมายตรวจพิจารณาแล้วตาม มติคณะรัฐมนตรี ( 5 ตุลาคม 2564 ) มีสาระส าคัญ เป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ทั้งฉบับ โดยกาหนดวัตถุประสงค์ ในการสนับสนุนให้ใช้ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ใน การทาธุรกรรม เป็นหลัก แทนการใช้เอ กสาร ซึ่งเป็นรูปแบบเดิม (แต่มิได้ห้าม การทาธุรกรรมเป็นเอกสารในรูป แบบเดิม) และขยายขอบเขตของกฎหมายในการทาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกขั้ นตอน เพื่อให้สามารถ รองรับ การทาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในบริบทที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสอดคล้องกับกฎหมายแม่แบบของ คณะกรรม าธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ( UNCITRAL Model Law ) การเสนอ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามมติคณะรัฐมนตรี ( 5 ตุลาคม 2564) สรุปได้ ดั งนี้ ประเด็น รายล ะเอียด 1 . ขอบเขตและข้อยกเว้น ของกฎหมาย • ก าหนดให้บังคับใช้แก่ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทและ ทุกกฎหมาย ทั้งที่เป็นธุรกรรมระหว่างเอกชนกับเอกชนหรือเอกชนกับรัฐ เว้นแต่ มีกฎหมายก าหนดวิธีท าธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เรื่องใดไว้ โดยเฉพาะ ก็ให้ดาเนินการตามกฎหมายนั้ น และการใดที่มิได้บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัตินี้เป็นการเฉพาะ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์หรือกฎหมายอื่นที่ว่าด้วยการนั้น ( เดิม กาหนดเฉพาะการท า ธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ และธุรกรรมในการดาเนินงานของรัฐเช่น การอนุญาต การจดทะเบียน ค าสั่งทางปกครอง การช า ระเงิน เป็นต้น) • กาหนด ข้อยกเว้น การบังคับใช้ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามที่กาหนด ไว้ในพระราชกฤษฎีกา เช่น เรื่องที่กฎหมาย กาหนดให้ผู้กระทามีหน้าที่ ต้องไปแสดงตนต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ( เดิม ระบุ ไม่ให้ใช้บังคับแก่ ธุรกรรมเกี่ยวกับครอบครัวและมรดก ตามพระราชกฤษฎีกาก า หนด ประเภทธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ ที่ยกเว้นมิให้นากฎหมายว่าด้วย ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับ พ.ศ. 2549 ) 4 • ก าหนดให้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ออกของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์เป็นเอกสารหรือพยานหลักฐานที่รับฟังได้ ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประม วลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่น ( เดิม ก าหนดเพียงห้ามปฏิเสธการรับฟังข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานเท่านั้น) ในกรณีที่มีผู้ได้แย้งความน่าเชื่อถือของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้โ ต้ แย้ง เป็นผู้มีภาระการพิสูจน์และออกค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ (ก าหนดใหม่ ) 2. ตั ดหมวด 4 ธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐและ หมวด 5 คณะกรรมการ ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีกฎหมายอื่นรองรับ ไ ว้ แ ล้ ว แ ล ะ ใ ห้ ส พ ธ อ . มีอานาจด าเนินการแทน • ก าหนดให้ สพธอ. มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และอานวยความสะดวก ในการทาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดย ให้มีหน้าที่และอ านาจ เช่น ประกาศก าหนดวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามพระราชบัญญัตินี้ ( เดิม เป็น หน้าที่และอ านาจของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทาง อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 และพระราชบัญญัติการพัฒนาดิ จิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 รองรับไว้แล้ว ) 3 ก า ห น ด วิ ธี ก า ร ท า ง อิเล็กทรอนิกส์ให้มีความ ชัดเจนและสอดคล้องกับ UNCITRAL Model Law เ พื่ อ ล ด ปั ญ ห า ข้ อ พิ พ า ท ระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับเวลา ก า ร ส่ ง แ ล ะ รั บ ข้ อ มู ล อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว • กาหนดให้ การลงลายมือชื่ออิเล็กท รอนิกส์และการประทับตราประทับ อิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ หรือได้ใช้วิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ สพธอ. ประกาศกาหนด ให้ถือว่าได้มีการลงลายมือ ชื่อหรือมีการประทับตราของนิติบุคคลตามกฎหมายแล้ว ( กาหนดใหม่ เพื่อให้มีผลทางกฎหมายที่ชัดเจน ) • กาหนดให้การปิด อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่ กรมสรรพากรประกาศกาหนด โดยให้ถือว่าได้มีการปิดอากร แสตมป์ตามประมวลรัษฎากรแล้ว (ก าหนดให้ กรมสรรพากรเป็น หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง โดยตัดบทบัญญัติ เกี่ยวกับการกาหนด กรอบและมาตรฐาน โดยคณะกรรมก ารธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ออก ) • ก าหนดให้ การท าสัญญาด้วยระบบอัตโนมัติให้มีผลผูกพันหรือผลบังคับ ทางกฎหมาย (ระบบดาเนินการเองโดยไม่มีคนเข้าแทรกแซง) ภายใต้ เงื่อนไขว่าคู่สัญญา ต้องสามารถคาดหมายได้ตามวิธีการปกติ เช่น การซื้อ ขายหุ้น (ก าหนดใหม่) • กาหนดวิธีการส่งข้อ มูลอิเล็กทรอนิกส์ ให้กระทาโดยผู้ส่งข้อมูลและ บุคคลซึ่งมีอานาจทาการแทนผู้ส่งข้อมูล โดยเพิ่มเติมให้รวมถึงระบบ อัตโนมัติ ( เดิม ระบบข้อมูลที่ผู้ส่งข้อมูลหรือบุคคลผู้มีอ านาจกระท า การแทนผู้ส่งข้อมูล ได้ก าหนดไว้ล่วงหน้าให้สามารถกระท าโดยอัตโนมัติ ) 5 • กาหนดวิธีการแจ้งยื นยันการได้รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การใช้ วิธีการตามที่ตกลงกันไว้เป็นการเฉพาะการกาหนดให้ผู้รับข้อมูล ต้องแจ้ง การได้รับข้อมูลภายในระยะเวลาที่ผู้ส่งข้อมูลก าหนด (ก าหนดใหม่) 4. เพิ่มหมวด 3 ตราสาร เปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ขึ้น ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับ กฎหมายแม่แบ บว่าด้วยตรา สารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ และสามารถรองรับระบบ การค้าระหว่างประเทศ ที่เริ่ม มีการน าตราสารเปลี่ยนมือ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส์ ม า ใ ช้ เ ป็ น เอกสารหลั กฐานเพื่อชาระเงิน และแลกเปลี่ยนสินค้าและ บริการ • กาหนดให้ตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ (ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้ เงิน และเช็ค) มีผลผูกพันหรือผลบังคับตามกฎหมาย โดยมีข้อความ ตามที่กฎหมายกาหนด เช่นเดียวกับตราสารเปลี่ยนมือที่เป็นเอกสาร และ อาจมีข้อความอื่นเพิ่มเติมได้ โดยไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิหรือหน้าที่ของ คู่กรณี • กาหนดให้การจัดทาตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้แทนตรา ส ารเปลี่ยนมือ ที่เป็นเอกสารต้องมีข้อความถูกต้องครบถ้วนตามตราสาร เปลี่ยนมือที่เป็นเอกสาร โดยให้บันทึกบนตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นเอกสารที่ทาขึ้นใหม่ ว่าเคยเป็นตราสารเปลี่ยนมือที่เป็นเอกสาร และ ให้ด าเนินการบันทึกบนตราสารเปลี่ยนมือที่เป็นเอกสารเดิม ว่าสิ้ นผล บังคับใช้แล้ว • กาหนดให้ระบุตัวตนของบุคคล ที่เป็นผู้ครอบครองตราสารเปลี่ยนมือ อิเล็กทรอนิกส์ ได้แต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งกาหนดให้ การส่งมอบ การสลัก หลังและการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลตราสารเปลี่ยนมือ อิเล็กทรอนิกส์ ให้ใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ หรือวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ที่ สพธอ. ประกาศก าหนด 5. เพิ่มหมวด 4 บริการ ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นใหม่ เพื่อกาหนดกลไกการ รับรองผู้ให้บริการธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้อง กับการประกอบธุรกิจดังกล่าว ในปัจจุบัน และ กาหนดความ รับผิดชอบของผู้ให้บริการ ธุรกร รมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามความเสี่ยง ( risk - based approach ) ให้สอดคล้องกับ กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการ ใช้และการยอมรับการบริหาร จัดการด้านการระบุตัวตนขอ ง • กาหนดประเภทบริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จานวน 7 ประเภท ( เดิมก าหน ดเฉพาะประเภทบริการพิสูจน์หรือยืนยันตัวตนของบุคคล ตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบ การพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต พ.ศ. 2565 และผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ตามพระราชกฤษฎีกาการ ประกอบธุรกิจบริการแพล ตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 ) ได้แก่ 1 ) บริการ พิสูจน์หรือยืนยันตัวตนของบุคคล 2 ) บริการ ลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3 ) บริการ ประทับเวลาและวันที่ในการท าธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 4 ) บริการ รับ ส่ง หรือจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ 5 ) บริการ จดทะเบียนหรื อรับรองเว็บไซต์หรือโดเมนเนม 6 ) บริการ ระบบตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ 7 ) บริการอื่น ตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง 6 ผู้ใช้งานและระบบ การสร้า ง ความไว้วางใจข้ามพรมแดน • ก าหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องดาเนินการ โดยใช้วิธีการที่เชื่อถือได้ในทุกขั้นตอน เช่น การให้บริการเกี่ย วกับ การสร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผล ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงการจัดเก็บ ข้อมูลอันเป็นหลักฐานของธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้บริการและ ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น แก่ผู้ใช้บริการและคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง จากการไม่ปฏิ บัติตามหน้าที่และความรับผิดชอบดังกล่าว ซึ่ง สพธอ. จะ ประกาศกาหนด มาตรฐานวิธีการที่เชื่อถือได้ในเรื่องดังกล่าว โดยคานึงถึง ระดับความเสี่ยง ของบริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และลักษณะ การให้บริการ ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แต่ละประเภทด้วย • ก าหนดกลไกการรับรองผู้ให้ บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 2 แนวทาง ได้แก่ 1 ) ผู้ให้บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ยื่นคาขอ ให้ สพธอ. พิจารณา รับรอง 2 ) สพธอ. พิจารณารับรองผู้ให้บริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ วิธีการที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล โดยผู้ให้บริการไม่ได้ยื่นคา ข อก็ได้ ( เดิม กาหนดกลไกให้ ผู้อานวยการ สพธอ. หรือผู้ซึ่งผู้อานวยการ สพธอ. แต่งตั้งในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอานาจควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจ บริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ได้ มีการตราพระราช กฤษฎีกากาหนดให้การประกอบธุรกิจบริการดังกล่าวเป็นกิจการที่ต้ อง แจ้งให้ทราบ ต้องขึ้นทะเบียน หรือต้องได้รับใบอนุญาตก่อน แล้วแต่กรณี ซึ่งปัจจุบัน ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาในเรื่องดังกล่าว จ านวน 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการ เกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับ ใบอนุญา ต พ.ศ. 2565 ที่กาหนดให้ผู้ให้บริการพิสูจน์หรือยืนยันตัวตนของ บุคคลต้องได้รับใบอนุญาตก่อน และ พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจ บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 ที่กาหนดให้ผู้ ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ต้องแจ้งให้ทราบ ) โดย ให้ สพธอ. พิจารณ ารับรองให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ รับคาขอ (ไม่รวมระยะเวลาที่ผู้ยื่นค าขอแก้ไขปรับปรุงการยื่นเอกสาร) และ ให้แจ้งผลการพิจารณาพร้อมด้วยเหตุผลแก่บุคคลดังกล่าวทราบด้วย และ เผยแพร่รายชื่อผู้ซึ่งได้รับการรับรองให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป และ มิให้ถือว่าก ารรับรองดังกล่าวเป็นคาสั่งทางปกครอง หากมีเหตุอย่างใด 7 อันมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการให้บริการดังกล่าว ให้ สพธอ. ประกาศข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนผู้ใช้บริการทราบโดยพลัน (ก าหนดให้ สพธอ. มีอ านาจรับรอง แทนการรับแจ้งให้ทราบ รับขึ้น ทะเบียน หรือออกใบอนุญาต) 2. การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติในเรื่องนี้เป็นการด าเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติให้รัฐพึงปรับปรุงกฎหมาย ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการ ประกอบอาชีพโดยไม่ ชั กช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ประกอบกับ องค์การ สหประชาชาติได้พัฒนากฎหมาย แม่แบบของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ( UNCITRAL Model Law ) ขึ้นใหม่หลายฉบับ เพื่อรองรับการทาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในบริบทที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการปรับปรุง พระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการสร้างความน่า เชื่อถือให้แก่การทาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ซึ่ง จะช่วยอานวยความสะดวก สร้างความมั่นคงปลอดภัย สร้างความมั่นใจ ประหยัด ค่าใช้จ่ายในการดารงชีวิตและ ประกอบธุรกิจ อันจะนาไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศ 3. สานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ดาเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่าง พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... จากหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผ่านระบบ กลางทางกฎหมาย ( ww law go th ) รวมทั้งได้จัดทารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้ นจากกฎหมายตาม แนวทางมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 (เรื่อง การดาเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทาร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ) และได้ เผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็น พร้อมการวิเคราะ ห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายผ่านทางเว็บไซต์ให้ ประชาชนได้รับทราบด้วยแล้ว โดยปรากฏว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จ านวน 12 ราย ซึ่ง ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ จานวน 11 ราย คิดเป็นร้อยละ 92 ของผู้แสดงความคิดเห็นทั้งหมด เห็นด้วยกับร่าง พร ะราชบัญญัติดังกล่าวรวมทั้งสานักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดองได้เสนอแผนในการจัดทากฎหมายลาดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระส าคัญของกฎหมายลาดับรอง ที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวมจ านวน 26 ฉบับ มาด้วยแล้ว 4. หน่ วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกระทรวงพาณิชย์ ส านักงาน ก.พ.ร. สานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสานักงานคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ ส านักงานศาลยุติธรรม ส านักงานศาลปกครอง ส านักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์ การมหาชน) ส านักงาน พัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง ร่างพระราชบัญญัติดังกล่า ว 2 เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด วัดเทพอุลุมพัง (ร้าง) ต าบลบางกระสอ อาเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ให้แก่กระทรวงการคลัง พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติ อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด วัดเทพอุลุมพัง (ร้าง) ต าบลบางกระสอ อ าเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ให้แก่กระทรวงการคลัง พ.ศ. .... ตามที่ส านักงาน 8 พระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ และให้ส่งส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วด าเนินการต่อไป สาระส าคัญของ เรื่อง พศ. เสนอว่า 1. วัดเทพอุลุมพัง ( ร้าง) ตาบลบางกระสอ อาเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี มีที่ดินจานวน 2 แปลง ได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่ 11820 เนื้อที่ 16 ไร่ 4 ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ 84099 เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 34 ตารางว า รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 19 ไร่ 2 งาน 38 ตารางวา โดยโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ส านักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข ได้เช่าที่ดินวัดเทพอุลุมพัง (ร้าง) ทั้ง 2 แปลงดังกล่าว เพื่อใช้ในการก่อตั้งโรงพยาบาลเปิดให้บริการ ประชาชนในจังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง และมีความประสงค์ ขอด าเนินการผาติกรรมที่ดินดังกล่าว 2 มหาเถรสมาคมได้มีมติ ในการประชุมครั้งที่ 25 / 2563 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบ ให้โ รงพยาบาลพระนั่งเกล้าผาติกรร มที่ดิน วัดเทพอุลุมพัง (ร้าง) ทั้ง 2 แ ปลง โ ดยก าหน ด ค่าผาติกรรมรวมเป็นเงิน 250 , 816 , 000 บาท และต่อมาโรงพยา บาลพระนั่งเกล้า ได้ชาระค่าผาติกรรมที่ดินดังกล่าว เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 และขอให้ พศ. ดาเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดเทพอุลุมพัง (ร้าง) ทั้ง 2 แปลง ให้แก่ กค. เพื่อให้ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ต่ อ ไป และที่ประชุ มมหาเถรสมาคมพิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง 3 โดยที่มาตรา 34 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติ ให้ การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลางให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของ รัฐ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขั ดข้องและได้รับค่าผาติกรรมจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานนั้นแล้ว ให้ กระทาโดยพระราชกฤษฎีกา พศ. จึงได้ประสานให้สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขจัดทาร่างพระราชกฤษฎีกา โอนกรรมสิทธิ์ที่วัด วัดเทพอุลุมพัง (ร้าง) ต าบลบางกระสอ อ าเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ใ ห้แก่ กระทรวงการคลัง พ.ศ .... โดยมีสาระสาคัญ เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดเทพอุลุมพัง (ร้าง) จานวน 2 แปลง ได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่ 11820 และโฉนดที่ดินเลขที่ 84099 ตาบลบางกระสอ อาเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี รวมเนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 38 ตารางวา ให้แก่ กค. พร้ อมได้จัดทาแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว โดย กรมการปกครองได้ตรวจสอบแนวเขตการปกครองและแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาแล้ว และแจ้งว่าแนวเขต การปกครองดังกล่าวสอดคล้องกับคาบรรยาย ในประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง การก าหนดเขตตาบลในท้องที่อาเภอ เมืองนนทบุรี จังหวัดนนท บุรี ลงวันที่ 2 4 พฤศจิกายน 2540 และพื้นที่ที่จะโอนกรรมสิทธิ์ตั้งอยู่ในตาบลบางกระสอ อาเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 3 เรื่อง ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยนครพนม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีม ติ รับทราบร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยนครพนม กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... ซึ่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิ จัยและ นวัตกรรมเพื่อนาเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพิจารณาลงนามและ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป 9 สาระส าคัญของเรื่อง 1. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ส่งร่างกฎกระทรวง จัดตั้ง ส่วนราชการในมหาวิ ทยาลัยนครพนม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศ าสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ... มาเพื่อ สคก. ตรวจพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้พิจารณากลั่นกรองและเสนอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาเห็นชอบแล้ว และให้ส่ง สคก. ต รวจพิจารณา ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เรื่อง ขั้นตอนการแบ่งส่วนราชการภายใน สถาบันอุดมศึกษาที่กาหนดว่าเมื่อมีการจัดทากฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ให้เสนอ กกอ. พิจารณากลั่นกรอง และ เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณา แล้วส่งให้ สคก. ตรวจ พิจารณา 2 สคก. ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงตามข้อ 1 เสร็จแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 101 4 / 2569 ) ซึ่ง เป็นการปรับปรุงการจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยนครพนม เสียใหม่ ซึ่ง อว. (สานักงานปลัดกระทรวงและ มหาวิทยาลัยนครพนม) ไ ด้มีหนังสือยืนยั นให้ความเห็นชอบ กับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว 3. ร่างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยนครพนม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... ที่ส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ มีสาระส าคัญเป็น การ ยกเลิก กฎกระทรวงจัดตั้ง ส่วนรา ชการในมหาวิทยาลัยนครพนม กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2555 และ กฎกระทรวงจัดตั้ง ส่วนราชการในมหาวิทยาลัยนครพนม กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2555 เพื่อปรับปรุง การจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยนครพนม โดย แก้ไขชื่อ “ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ” เป็น “ คณะ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและการด าเนินงาน ในปัจจุบัน สรุปได้ ดังนี้ กฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยนครพนม กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ร่ างกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยนครพนม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศา สตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... ( 1 ) สานักงานอธิการบดี ( 2 ) คณะเกษตรและเทคโนโลยี ( 3 ) คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ( 4 ) คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ( 5 ) คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ( 6 ) สถาบันวิจัยและพัฒนา ( 7 ) สานักวิทยบริการ ( 8 ) วิทยาลัยธาตุพนม ( 9 ) วิทยาลั ยนาหว้า ( 10 ) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม ( 1 ) สานักงานอธิการบดี ( 2 ) คณะเกษตรและเทคโนโลยี ( 3 ) คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ( 4 ) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ( 5 ) คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ( 6 ) สถาบันวิจัยและพัฒนา ( 7 ) สานักวิทยบริการ ( 8 ) วิทยาลัยธาตุพนม ( 9 ) วิทยาลัยนาหว้า ( 10 ) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครพนม โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้ดาเนินการตามขั้นตอน การแบ่งส่วนราชการภายใน สถาบันอุดมศึกษา ตามมติคณะรัฐมนตรี ( 19 ธันวาคม 2549 ) แล้ว ประกอบกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สานักงานปลัดกระทรวงและมหาวิทยาลัยนครพนม) ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบ ร่างกฎกระทรวง ดังกล่าวมาแล้ว 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ส านักงาน ก.พ. และส านักงาน ก.พ.ร. พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย กับร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ ส านักงบประมาณเห็นสมควร ที่คณะรัฐมน ตรีจะรับทราบร่างกฎกระทรวงนี้ เนื่องจาก ไม่มีผลกระทบกับงบประมาณและอัตราก าลังในภาพรวม 10 4 เรื่อง ร่างกฎกระทรวงก าหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต้องเป็นไปตามมาตรฐาน จ านวน 3 ฉบับ คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบ ( 1 ) ร่างกฎกระทรวงก าหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเซลล์และ แบตเตอรี่ทุติยภูมิ ส าหรับการใช้งานแบบพกพา ระบบนิกเกิล ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ .... ( 2 ) ร่างกฎกระทรวง กาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเซลล์และแบตเตอรี่ทุติยภูมิ สาหรับการใช้งานแบบพกพา ระบบลิเทียม ต้องเป็นไป ตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ( 3 ) ร่างกฎกระทรวงกาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแบตเตอรี่สารองไฟฟ้าส าหรับการใช้งาน แบบพกพา : ข้อกาหนดด้านความปลอ ดภัย ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... จานวน 3 ฉบับ ตามที่กระทรวง อุตสาหกรรมเสนอ ซึ่งส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วและให้ด าเนินการต่อไปได้ สาระส าคัญของเรื่อง 1. ร่างกฎกระทรวง ดังกล่าว ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ รวม 3 ฉบับ มีสาระส าคัญ ดังนี้ 1. ร่างกฎกระทรวงก าหน ดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเซลล์และ แบตเตอรี่ทุติยภูมิ สาหรับการใช้งานแบบพกพา ระบบนิกเกิล ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... และ ร่างกฎกระทรวงกาหนดให้ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเซลล์และแบตเตอรี่ทุติยภูมิ สาหรับการใช้งานแบบพกพา ระบบลิเทียม ต้องเป็นไปตาม มาตรฐา น พ.ศ. ... มีสาระส าคัญ เป็นการปรับปรุง มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเซลล์และแบตเตอรี่ทุติยภูมิที่มีอิ เล็กโทรไลต์แอลคาไลน์หรืออิเล็กโทรไลต์อื่นที่ไม่ใช่กรดสาหรับการใช้งานแบบพกพาต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2217 - 2548 โดยเป็นการ ยกเลิกมาตรฐานเดิม และ กาหนดมาตรฐา นใหม่ ให้ เป็นไป ตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 62133 เล่ม 1 - 2565 และ ตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 62133 เล่ม 2 - 2565 เนื่องจากมาตรฐานดังกล่าวได้ประกาศใช้ มาเกิน 5 ปี และเอกสารที่ใช้อ้างอิง มีการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับปัจจุบันผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเซลล์และ แบตเตอรี่ทุติยภูมิได้มีการพัฒนามากขึ้นทั้งด้านการผลิตและเทคโนโลยี จึงได้ ปรับปรุง มาตรฐานดังกล่าว เช่น กาหนด การขยายขอบข่ายให้ครอบคลุมถึงระบบนิกเกิลรวมเซลล์กระดุมและระบบลิเที ยมรวมเซลล์เหรียญ (เดิม ไม่มี) ให้ผู้ท าและหน่วยทดสอบสามารถน ามาตรฐานไปใช้ในการอ้างอิงได้อย่างถูกต้องชัดเจน เพื่อความปลอดภัยของ ผู้บริโภคในการป้องกันการระเบิด การเกิดความร้อนเกิน และไม่ให้มีโอกาสเกิดการลัดวงจร ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้อง กับมาตรฐานความปลอดภัยที่ปรับ ปรุงใหม่และเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่จากนิกเกิลและลิเทียมที่พัฒนาขึ้นใน ปัจจุบัน รวมทั้งคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความปลอดภัย และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน หรือแก่ กิจการอุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจของประเทศ 2 ร่างกฎกระทรวงกาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแบตเตอรี่สารองไฟฟ้าสาหรับการ ใ ช้ ง า น แ บ บ พ ก พ า : ข้ อ ก า ห น ด ด้ า น ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ต้ อ ง เ ป็ น ไ ป ต า ม ม า ต ร ฐ า น พ . ศ . . . . . มีสาระสาคัญเป็นการปรับปรุง มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ สา รองไฟฟ้าสาหรับการใช้งานแบบพกพา : คุณลักษณะที่ต้องการด้ านความปลอดภัย ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2879 - 2560 โดยเป็นการ ยกเลิก มาตรฐานเดิมและก าหนดมาตรฐานใหม่ ให้เป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2879 - 2567 เนื่องจากมาตรฐานดังกล่าว ได้ ประกาศใช้มาเกิน 5 ปี จึงได้ ปรับปรุง มาตรฐานดังกล่าว เช่น ข้อกาหนดด้านความปลอดภัย โดยแก้ไขให้ สอดคล้องกับเอกสารอ้างอิงในเรื่องเซลล์และแบตเตอรี่ที่ใช้ในการประกอบแบตเตอรี่ สารองไฟฟ้าให้ผู้ทาและหน่วย ทดสอบสามารถนามาตรฐานไปใช้ในการอ้างอิงได้อย่างถูกต้องชัดเจน เพื่อความปลอดภัย ของผู้บริโภคในการป้องกันการ ระเบิดและการเกิดความร้อนเกิน ทั้งนี้ เพื่อ ให้มาตรฐานมีความทันสมัยกับเทคโนโลยีในการผลิตและสอดคล้องกับ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเซลล์และแบตเตอรี่ ที่ใช้ใน การประกอบแบตเตอรี่สารองไฟฟ้า ข้อกาหนดด้านความ 11 ปลอดภัย ที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานอนุกรม มอก. 62133 โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น ก าหนด 1 80 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ผู้ทาหรือผู้นาเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั้ง 3 ฉบับ จะต้องขอรับใบอนุญาตทาหรือนาเข้า ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าว และ ผู้จ าหน่าย ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ทั้ง 3 ฉบับ จะต้องจ าหน่าย ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าว ที่ได้รับใบอนุ ญาตและเป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนจะ ได้รับโทษตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 5. เ รื่อง ร่างกฎกระทรวงกาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมี เห็น ช อบร่างกฎกระทรวงกาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิด ผลึ กซิลิคอนต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ซึ่งส านักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดาเนินการต่อไปได้ รวมทั้ง ให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับความเห็นของสานักงาน คณะกรรมการก ากับกิจการพลังงานไปพิจารณาดาเนินการต่อไปด้วย สาระส าคัญของเรื่อง ร่างกฎกระทร วงกาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ที่กระทร วง อุตสา หกรรมเสนอ เป็นการดาเนินการเพื่อให้สอดรับกับมติคณะรัฐมนตรี ( 28 เมษายน 2569 ) ที่ เ ห็นชอบวาระแห่งชาติด้านพลังงาน เพื่อ บรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าและส่งเสริมก ารใช้พลั งงานอย่างมี ประสิทธิภาพโ ดยการส่งเสริม การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ( Solar Rooftop ) สาหรับ ภาคประชาชน เพื่อ เ ป็นกลไกในการ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพา ไฟฟ้าจาก ระบบหลัก อันจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลั งงานของประชาชนในภาวะที่ ค่าครองชีพ ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง โด ย มอบหมายหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเร่งด าเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเร็ว กระทรวงอุตส าหกรรม โดยสานักงาน มาตรฐานผลิต ภัณฑ์อุต สาหกรรมพิจารณาแล้วจึงได้ยก ร่างกฎกระทรวงกาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์ แสงอาทิตย์ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ขึ้น โดยกาหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอน (ไม่ครอบคลุมแผงเซลล์แสง อาทิตย์ที่ รวมอยู่ในผลิตภัณฑ์อุตส าหกรรมอื่น) ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเลขที่ มอก. 61730 เล่ม 2 – 2567 ตามปร ะกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง กาห นดมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คุณสมบัติด้านความ ปลอดภัย ของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เล่ม 2 ข้อกาหนดสาหรับการทดสอบ พ.ศ. 2567 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2567 (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใหม่) โดยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้เป็นข้อกาหนดสาหรับการตรวจสอบ ความปลอดภัยของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เช่น การทดสอบระบบไฟฟ้า กระแสไฟไหลย้อน หรืออุ ปกรณ์ภายในร้อน ผิดปกติ เพื่อป้องกันไฟดูด ไฟรั่ว ความร้อน ส ะสม และไฟไหม้ เพื่อควบคุมให้ผ ลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวมีคุณภาพ และมีความปลอดภัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และควบคุมมิให้มีการท าหรือนาเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ด้อย คุณภาพเข้ามาจาหน่ายในราชอาณาจักร อันอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งช่วย เพิ่มทางเลือกในการใช้พลัง งานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยร่างกฎกระทรวง 12 ดังกล่าวมีผลใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป [ปัจจุบันส านักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้เตรียมความพร้อมกับผู้ประกอบการในการดาเนินการในเรื่องนี้แล้ว โดยคาด ว่าจะมี ผู้ประกอบการ (ผู้ท าและผู้นาเข้า) จ านวน 200 ราย ที่พร้อมด าเนินการ] ทั้งนี้ ผู้ทาหรือผู้นาเข้า ผลิตภัตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ จะต้องขอรับใบอนุญาตทา หรือนาเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าว และผู้จาหน่าย ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ จะต้อ ง จาหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าวที่ได้รับใบอนุญาตและเป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหรือ ฝ่าฝืนจะได้รับโทษตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สา นักงานคณะกรรมการกากับกิจการพลังงานเห็นว่า สานักงานฯ ได้มีระเบียบคณะกรรมการกากับ กิจการพลังงา นและประกาศคณะกรรมการกากับกิจการพลังงาน เกี่ยวกับการกาหนดมาตรฐานความปลอดภัยของ แผ ง เซลล์แสงอาทิตย์ที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือมาตรฐานสากล และระเบียบ ข้อกาหนดของการไฟฟ้า ซึ่งเป็นการกาหนดมาตรฐานอย่างกว้าง และครอบคลุมถึงกรณีที่กฎหมายมีการปรับปรุง แก้ไขแล้ว ส าหรับการกาหนดให้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้น ไปนั้น ควรมีการก าหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งอาจจะมีการนาเข้า แผงเซลล์แสงอาทิต ย์แล้ว หรืออยู่ระหว่างดาเนินการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการบังคับ ใช้กฎหมายในภาพรวม และสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ค ณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ และเพื่อให้การ คุ้มครอง ประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว สานักงานฯ จึงได้ตรวจพิจารณา ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการล่วงหน้า และ ได้ส่งร่างกฎกระทรวงที่ตรวจพิจารณาเสร็จแล้วมาเพื่อเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อ พิจารณา ไปพร้อมกันด้วย โด ยได้แก้ไขชื่อร่างกฎกระทรวง เป็น “ ร่างกฎกระทรวงกาหนดให้ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ชนิ ดผลึกซิลิคอนต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ” 6 เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลัก การร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ กระทรวง คมนาคม (คค.) เสนอ สาระส าคัญของเรื่อง 1. ปัจจุบันพระราชบัญญัติกาห น ดแผนและขั้นตอน การกระจาย อ านาจให้แก่ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอ านาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการ สาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง โดยให้มีอ านาจหน้าที่ในการขนส่งและ วิศวกรรมจราจร และ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ได้มีบทบัญญัติในลักษณะที่เป็นการกระจาย อานาจให้ อปท. อยู่แล้ว เช่น การกาหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางที่กาหนดให้ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นคณะกรรมการ การกาหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทาง บกประจาจังหวัด ที่กาหนดให้ มีผู้แทน อปท. เป็นคณะกรรมการด้วย ซึ่งทาให้ผู้แทน อปท. สามารถเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาระบบการขนส่งด้วยรถโดยสารสาธารณะได้ รวมทั้งได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 64 (พ.ศ. 2567 ) ออก ตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อให้ อปท. สามารถเป็นผู้ ไ ด้รับใบอนุญา ตประกอบการ ขนส่ง เพื่อจัดการเดินรถภายใ น เขตพื้นที่ของตนได้ นอกจากนี้ ได้มีบทบัญญัติให้อานาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวง 13 คมนาคมในการแต่งตั้งบุคคลอีกไม่เกินห้าคนโดยมีนายกเทศมนตรี ในจังหวัดนั้นรวมอยู่ด้วยหนึ่งคนร่วมเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจาจังหวัด ด้วย ประกอบกับให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก กลางสามารถมอบอ านาจให้กับคณะกรรมการควบคุมการขนส่งประจ าจังหวัดเพื่อด าเนินการเกี่ยวกับการขนส่งภายใน เขตจังหวัดได้ 2. คค. ได้ยก ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ. ศ. .... ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริม กลไกการกากับดูแลการขนส่งทางถนนให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอานาจของพระราชบัญญัติกาหนดแผนและ ขั้นตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้ องถิ่น พ.ศ. 2542 และแผนปฏิบัติการกาหนดขั้นตอนการ กระจายอ านาจให้แก่ อปท. ให้เกิดความชัดเจนมีประสิทธิ ภาพยิ่งขึ้น อันจะท าให้ประชาชนใน อปท. ได้รับการบริการ สาธารณะด้านการขนส่งทางถนนอย่างทั่วถึง และคงความเป็นระบบของการกากับดูแล มาตรฐานความปลอดภัย และ ความเชื่อมโยงของโครงข่ายการขนส่งทางบกระหว่างพื้นที่ และเพื่อให้การดาเนินการตามหลักการกระจายอานาจมี ความชัดเจนแล ะเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน มีสาระส าคัญ ดังนี้ 2.1 ก าหนดให้ อปท. สามารถยื่นค าขอรับ ใ บอนุญาตประกอบการขนส่งได้ โดยบัญญัติไว้ให้ ชัด เจนในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 64 (พ.ศ. 2567 ) ออกตามความในพระราชบัญญัติฯ และสอ ดคล้องกับแนวทางที่ดาเนินการอยู่ในปัจจุบัน (อปท. สามารถยื่นคาขอรับ ใบอนุญาตประกอบการขนส่งได้) 2.2 กาหนดให้ค ณ ะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจาจังหวัด มี อานาจหน้าที่ ในการกาหนดสถานที่จัดให้มีหรือจัดตั้งสถานีขนส่ง เพิ่มเติมจากการกาห นดเส้นทาง จานวนผู้ประกอบการขนส่ง จ านวนรถส าหรับการขนส่ง และอัตราค่าโดยสาร อันเป็นการกระจายอานาจ การพิ จารณาไปสู่ระดับพื้นที่ ลด ขั้นตอนการขออนุมัติจากส่วนกลาง และทาให้การจัดระบ บการขนส่งภา ยในเขตจังหวัดสามารถดาเนินการได้อย่าง รวดเร็วและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ คว าม ต้องการขนส่ง ของประชาชน และมาตรฐานการก ากับดูแลตามกฎหมายว่า ด้วยการขนส่งทางบก และสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจให้แก่ อปท. (ปัจจุบันต้องเสนอคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบ ก กลางพิจารณาอนุมัติ) 2.3 เพิ่มบทบาทของคณะกรรมการควบคุมการขน ส่งท างบก ประจาจังหวัดและนาย ทะเบียนประจาจังหวัดในการอนุมัติหรืออนุญาตจัดตั้งและดาเนินการสถานีขนส่งในเขตจังหวัดอื่นนอกจาก กทม. (ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกจะดาเนินการจัดให้มี สถ านีขนส่งใน กทม. หรือจังหวัดอื่น ต้องได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบก กลา ง) เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ การเดินทาง และความต้องการของประชาชน เพื่อให้การด าเนินการมีความเหมาะสมกับข้อเท็จจริงและสภาพพื้นที่มากยิ่งขึ้น และ ก าหนดให้ อปท. สามารถเป็นผู้ด าเนินการสถานีขนส่งตามที่กรมการขนส่งทางบกมอบ หมายได้ เศรษฐกิจ - สังคม 7 เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาดาเนินโครงการและระยะสิ้นสุดการจ่ายเงิน โครงการพัฒนาสวนลาไยคุณภาพ ตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนล าไย เพื่อเพิ่มรายได้ 14 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติขยายระยะเวลาดาเนินโครงการพัฒนาสวนลาไยคุณภาพตัดแต่ง ทรง พุ่ม/ ช่อผล ฟื้นฟูสวนลาไย เพื่อเพิ่มรายได้ จากเดิมวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2569 และขยาย ระยะเวลาสิ้นสุดการจ่ายเงิน จากเดิม 31 มีนาคม 2569 เป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ภายในกรอบวงเงิน 618.7450 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราการช่วยเหลือที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติไ ว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ สาหรับ ค่า ชดเชยต้นทุนเงินและค่าบริหารจัดการโ ค รงการของ ธ.ก.ส. ให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติไว้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยให้รัฐบาลรับภาระ ชดเชยตามภาระค่าใช้จ่ายที่เกิด ขึ้นจริง และให้ ธ.ก.ส. จัดทาแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อ เ ส นอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจาปีตามความจาเป็นเหมาะสมและภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตาม ขั้นตอนต่อไป สาระส าคัญ 1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีม ติ ( 11 พฤศจิกายน 2568 ) เห็นชอบและอนุมัติตามความเห็นของสานัก งบประมาณ (สงป.) ให้ กษ. ด าเนินโครงการฯ ภายใต้กรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 745 07 ล้านบาท รายละเอียด ดังนี้ ข้อ รายการ วงเงิน (ล้านบาท) 1.1 เงินทุนของ ธ. ก. ส. เ พื่อสนับสนุนค่าตัดแต่งทรง พุ่ ม/ช่ อผล ปัจจัยการผลิต ค่าชดเชยต้นทุนให้ ธ.ก.ส. และค่าบริหารจัดการโครงการ ในอัตราไร่ละ 1 , 000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ ต่อครัวเรือน ค่าชดเชยต้นทุนเงินให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3.02 ต่อปี และค่าบริหารจัดการโครงการของ ธ.ก.ส. ครัวเรือนละ 5 บาท โดย ให้ ธ. ก.ส. ใช้ เงินทุนสารอ ง จ่ายไปก่อนและให้รั ฐบาลรับภาระชดเ ช ยตามภาระ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ตามนัยมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการ คลังของรัฐ พ.ศ. 2561 618.75 1.2 เงินงบประมาณรายจ่ายประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของกรมส่งเสริม วิชาการเกษตร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการถ่ายทอดความรู้ให้เกษ ตรกร และค่า บริหารจัดการโครงการ หากไม่เพียงพอให้เสนอขอรับงบประมาณตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตามความจาเป็นและเหมาะสมและภาระค่าใช้จ่ายที่ เกิดขึ้นจริง 126.32 รวม 745.07 2. โครงการ ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลา ไ ยภาคเหนือและป้องกันวิกฤติการณ์ ภาวะผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่า เกิดการกระจายตัวของปริมาณผลผลิตมีการฟื้นฟูการผลิตลาไยให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการตัดแต่งทรงพุ่ม และช่อผล เพิ่มสัดส่วนลาไยคุณภาพสูงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่เริ่มด าเนินโครงการในเดือน ตุลาคม 2568 จนกระทั่ งสิ้นสุดระยะเวลาการรับสมัครเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จ านวน 81 , 524 ครัวเรือน โดยมีผลการด าเนินงานสรุปได้ ดังนี้ ข้อ รายการ จ านวน (ครัวเรือน) วงเงิน (ล้านบาท) 2 .1 เกษตรกรที่ผ่านคุณสมบัติและได้รับเงินช่วยเหลือจาก ธ.ก.ส. 79 , 882 425.46 15 2 .2 เกษตรกรที่ผ่านคุณสมบัติแต่ยังไม่สามารถโอนเงินช่วยเหลือได้ ทันระยะเวลาสิ้นสุดการจ่ายเงิน วันที่ 31 มีนาคม 2569 96 0.32 รวม 79 , 978 425.78 กษ. จึงจ าเป็นต้องขยายระยะเวลาด าเนินโครงการและระยะเวลาสิ้นสุดการจ่ายเงินเพื่อให้สามารถจ่ายเงินให้เกษตรกร ที่เหลือได้อย่างครบถ้วน 3. คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ในคราวประชุมครั้งที่ 2 / 2569 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 [รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช) เป็นประธาน] มีมติเห็นชอบและมอบหมายให้กรมส่งเสริมวิชาการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อขอขยายระยะเวลาสิ้นสุดการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่ยังโอนเงินไม่ส าเร็จ ประกอบกับ ธ.ก.ส. แจ้งว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร (เพิ่มเติม) ภายใต้กรอบงบประมาณเดิม และการขยายระยะเวลาดาเนินมาตรการ ดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบ ใด ที่มีนัยสาคัญต่อแนวปฏิบัติตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ( 11 พฤศจิกายน 2568) 4. กษ. ได้จัดทาข้อมูลตามมาตรา 27 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญ ญัติ วินัยการเงินการคลังของ รัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว 8 เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาดาเนินโครงการ โครงการคลองระบายน้าหลา กบางบาล - บางไทร จังหวัด พระนครศรี อยุธยา คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ขยายระยะเวลาดาเนินโครงการคลองระบายน้าหลากบางบาล - บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (โครงการคลองระบายน้าหลากฯ) จากเดิม 8 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 – 2569) เป็น 1 2 ปี ( ปี ง บ ป ร ะ ม า ณ พ . ศ . 2 5 6 2 – 2 5 7 3 ) ภ า ย ใ ต้ ก ร อ บ ว ง เ งิ นโ ค รง ก า รที่ ไ ด้ รั บ อ นุ มั ติไ ว้เดิม จ านวน 25 , 400 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ เรื่องเดิม 1) คณะรัฐมนตรีมีมติ (8 มกราคม 2562) อนุมัติให้ กษ. โดยกรมชลประทาน ดาเนินงานโครงการ คลองระบายน้าหลากฯ เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดการทรัพยากรน้าในพื้นที่ลุ่มน้าเจ้าพระยามีกาหนดแผนงาน โครงการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 - 2566 ) กรอบวงเงินงบประมาณโครงกา รทั้งสิ้น 21 , 000 ล้านบาท ตามที่ กษ. เสนอ 2) คณะรัฐมนตรีมีมติ ( 1 ตุลาคม 2567 ) อนุมั ติให้ ขยายระยะเวลา ดาเนินโครงการคลองระบายน้า หลากฯ จากเดิม 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 - 2566 ) เป็น 8 ปี (ปี งบประมาณ พ.ศ. 2562 - 2569 ) (เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้ผู้รับจ้างประสบปัญหาขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร - เครื่องมือไม่เพียงพอและไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสถานที่ก่อสร้างได้ ทาให้งานก่อสร้างล่าช้ากว่า แผนงานที่วางไว้) และ เพิ่มกรอบวงเงิน โครงการ จากเดิม 21 , 000 ล้านบาท เป็น 25 , 400 ล้านบาท (เนื่องจากมี การปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมแบบก่อสร้าง รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างและอัตราราคาน้ ามันที่เพิ่มขึ้น) ตามที่ กษ. เสนอ สาระส าคัญของเรื่อง เดิมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ดาเนินโครงการคลองระบาย น้ าหลากบางบาล - บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (โครงการคลองระบายน้ าหลากฯ) และได้อนุมัติให้ขยายกรอบ วงเงินงบประมาณและขยายระยะเวลาดาเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งระยะเวลาการดาเนินโครงการกาลังจะสิ้นสุดลงใน วันที่ 30 กันยายน 2569 ดังนั้น กษ. จึงขอ ให้น าเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลาด าเนินการ ภายใต้ กรอบวงเงินโครงการที่ได้รับอนุมัติไว้เดิม จ านวน 25 , 400 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 16 มติคณะรัฐมนตรี โครงการคลองระบายน้ าหลากฯ กรอบวงเงิน (ล้านบาท) ระยะเวล า ด าเนิน 8 มกราคม 2562 21 , 000 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 – 2566 (5 ปี) 1 ตุลาคม 2567 25 , 400 (ปรับเพิ่ม 4 , 400) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 – 2569 (8 ปี) เสนอคณะรัฐมนตรี ในครั้งนี้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 – 2573 (ขยายระยะเวลาเพิ่ม 4 ปี) โดยสาเหตุที่ทาให้ไม่สามารถดาเนินโครงการคลองระบายน้าหลากฯ ให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กาหนดไว้ เนื่องจากการส่งมอบ พื้นที่เพื่อการก่อสร้างล่าช้ าและพื้นที่ก่อสร้างบางส่วนอยู่ระหว่างดาเนินการจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดิน รวมถึงมีการปรับปรุงแก้ไขแบบก่อสร้างเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบต่อราษฎรในพื้นที่และเพิ่มความแข็งแรงให้เป็น ไป ตามหลักวิศวกรรม นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างแนวป้องกันตลิ่งและการก่อสร้างคันกั้นน้าโดยรอบพื้นที่โครงการ เพื่อ ป รับปรุงคันกั้นน้าเดิมให้มีความมั่นคงเพิ่มขึ้น ซึ่งคณะกรรมการลุ่มน้าเจ้ าพระยา ใน คราวประชุมครั้งที่ 2 / 2569 เมื่อ วันที่ 10 มีนาคม 2569 [รองประธานก รรมการ ลุ่มน้ าเจ้าพระยา (นายบัญชา ขวัญยืน) เป็นประธาน] และ คณะกรรมการทรัพยากรน้าแห่งชาติ ใน คราวประชุมครั้งที่ 1 / 2569 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 [รองนายกทรงศักดิ์ ทองศรี) เป็นประธาน] ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ/เห็นชอบการขอขยาย ระยะเวลาดา เนินโครงการ ด้วยแล้ว โดยมี ค วามเห็นเพิ่มเติมว่า ให้กรมชลประทานดาเนินการเร่งรัดการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างอย่างใกล้ชิดและ กากับดูแลการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาใหม่ โดยบริหารจัดการให้อยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติ พร้อมทั้งด าเนินการตามระเบียบและ กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป 9 เรื่อง การขยายระยะเวลาและรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดาเนินการตราพระราชกฤษ ฎีกาตามมาตรา 9 และ มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 คณะรัฐมนตรีมีมติ รับทราบการขยายระยะเวลาและรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดาเนินการตราพระราช กฤษฎีกาตามมาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ตามที่กระทรวง สา ธารณสุขเสนอ และให้กระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีการเผยแพร่รายงานเหตุผลที่ไม่อาจด าเนินการได้ต่อสาธารณชน ตามที่กฎหมายก าหนด รวมทั้ง ให้กระทรวงสาธารณสุขรับความเห็นของกระทรวงการคลังและข้อสังเกตของสานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาด าเนินการร่วมกับกระทรวงการคลัง (กรมบัญชี กลาง) กระทรวงแรงงาน (สานักงานประกันสังคม) สานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประเมินผลสัมฤทธิ์ และทบทวนความเหมาะสมของบทบัญญัติมาตรา 9 และมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และจัดทาข้อเส นอแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติดังกล่าวรวมทั้งกาหนดทิศทาง และกรอบเวลาด าเนินการที่ชัดเจนเพื่อเร่งรัดการด าเนินการในเรื่องนี้ให้มีค