1 http :// www thaigov go th (โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากส านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง) วันนี้ 8 กันยายน 2569 เวลา 10 00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร สรุปสาระส าคัญ ดังนี้ กฎหมาย 1 เรื่อง ขอความเห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ .... 2 เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อส าหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจ าต าแหน่งของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 3 เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อส าหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิ ทยฐานะ และครุยประจ าต าแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 4 เรื่อง ขอถอนร่างกฎกระทรวงการขนส่งน้ ามันโดยถังขนส่งน้ ามันแบบยกและเคลื่อนที่ได้ พ.ศ. .... 5. เรื่อง ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีก ารและ เงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษส าหรับผู้ซึ่งมี ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของต่างประเทศ พ.ศ. .... เศรษฐกิจ – สังคม 6 เรื่อง สรุปผลการด าเนินการเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชน ไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 7 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จ านวน 2 แห่ง 8 เรื่อง มาตรการในการด าเนินการกรณีการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ 9 เรื่อง ขอความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน ร่างสัญญาร่วมลงทุน และเงื่อนไขส าคัญของสัญญา ร่วมลงทุนโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จ ากัด (มหาชน) 10 เรื่อง ขอความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน ร่างสัญญ าร่วมลงทุน และเงื่อนไขส าคัญของสัญญา ร่วมลงทุนโครงการให้บริการ ลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และ กิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของผู้ประกอบการรายที่ 3 ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จ ากัด (มหาชน ) 11 เรื่อง ขอความเห็นชอบการเสนอเฉลิมพระเกียรติคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิ เทวารยวงศ์ เนื่องในวาระครบ 100 ปี แห่งการสถาปนาธรรมศึกษา และพระกรณียกิจในการ ส่งเสริมการศึกษา มรดกทางวัฒนธรรม และวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ เป็นบุคคลสาคัญของโลก ต่อองค์การยูเนสโก ( UNESCO ) 12 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 เรื่อง โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสม ทักษะ ( Skill / Credit Portfolio ) รายบุคคลระดับอุดมศึกษาส าหรับการวางแผนและพัฒนา ก าลังคนของประเทศ 13 เรื่อง รายงานผลการด าเนินงานตามแผ นปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ปี งบประมาณ พ.ศ. 2568 14 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 เรื่อง โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC 2 และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ 15 เรื่อง ขอความเห็นชอบกรอบอัตราให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา เพิ่มเติม ภายใต้หลักเกณฑ์ให้เงินเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา (ฉบับปรับปรุง) ต่างประเทศ 1 6 เรื่อง การร่วมมือกับรัฐบาล สปป. ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สปป. ลาว 17 เรื่อง การแต่งตั้งผู้สอบบัญชีขององค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย (ประจ าปีงบประมาณ 2569 – 2573 ) 18 เรื่อง ผลการเข้าร่วมการประชุม WEF ’ s 17 th Annual Meeting of the New Champions และการ ประชุม Policy Leaders Forum ภายใต้งาน MWC Shanghai 2026 19 เรื่อง ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ประจ าปี พ.ศ. 2568 ( Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong - Lancang Cooperation Special Fund ) 20 เรื่อง การให้สัตยาบันพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับที่ 9 ภายใต้กรอบ ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน 21 เรื่อง การจั ดท าปฏิญญาร่วมแสดงเจตจ านงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม ระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 22 เรื่อง การขอความเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย ศรีลังกา ด้านการจ้างแรงงาน ชาวศรีลังกาในประเทศไทย 23 เรื่อง ร่างถ้อยแถลงร่วมระดับรัฐมนตรีสาหรับกา รประชุมรัฐมนตรีพลังงานเอเปค ครั้งที่ 16 ประจ าปี 2569 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง 24 เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 32 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ สามฝ่าย อินโดนีเซีย - มาเลเซีย - ไทย ( IMT - GT ) 25 เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมานกับกระทรวง พลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยสาขาพลังงาน แต่งตั้ง 26 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศแทนตาแหน่ง ที่ว่าง (กระทรวงกลาโหม) 27 เรื่อง การแต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตาม พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 4 ( 5 ) ( กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์) 28 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมกา รการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กระทรวงมหาดไทย) 29 เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ด ารงต าแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการ ประจ า 30 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ด ารงต าแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ( กระทรวงพาณิชย์ ) 31 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ด ารงต าแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน) 32 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ( ส านักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ) 3 33 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี 34 เรื่อง การแต่งตั้งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ( กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ) 35 เรื่อง ค าสั่งส านักนายกรัฐมนตรี ที่ 326 / 2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมค าสั่ง มอบหมายและมอบอานาจ ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ประจ าส านักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และ มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีแล ะ รัฐมนตรี ประจ าสานักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธาน กรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และ ระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 6 ) 4 กฎหมาย 1 เรื่อง ขอความเห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ .... คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. .. .. และมอบหมายให้สา นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป รวมทั้ง มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดาเนินการเพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติ ในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ว่าด้ว ยบริษัทจากัด รวมทั้งกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บริษัทจากัดสามารถออกหุ้นกู้ เสนอ ขายหุ้นแก่ประชาชน เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าของถือหุ้นของตนเองเพื่อการ จัดสรรหุ้นให้แก่กรรมก ารหรือพนักงานของบริษัทหรือนักลงทุน รวมถึง การแปลงหุ้นบุริมสิทธิให้เป็นหุ้นสามัญ ตล อดจนหักหนี้แทนการชาระค่าหุ้นได้ สาระส าคัญของเรื่อง 1. หลักการของ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. .. .. ที่สานักงานคณะกรรมการ ก ฤ ษ ฎี ก า เ ส น อ เ ป็ น ก า ร ด า เ นิ น ก า ร ต ร า ก ฎ ห ม า ย ใ ห ม่ เ พื่ อ เ ป็ น ก ล ไ ก เ พิ่ ม เ ติ ม ใ น ก า ร ส่ ง เ ส ริ ม ให้ความช่วยเหลือและพัฒนาการด าเนินธุรกิจสตาร์ตอัป เนื่องจากธุรกิจสตาร์ตอัปมีบทบาทส าคัญใน การสร้างนวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนมีส่วนช่วยยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาช นโดยรวม แต่การประกอบธุรกิจสตาร์ตอัปในประเทศไทยยังประสบปัญหาและอุปสรรค หลายประการ โดยเฉพาะข้อจ ากัดทางกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบริษัทจ ากัด เช่น 1) การยังไม่รองรับให้บริษัทจากัดสามารถออกหุ้นกู้ 2) การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชน 3) การเสนอขายหุ้นที่ออ กใหม่ ให้แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น หรือเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเองเพื่อการจัดสรรหุ้นให้แก่กรรมการหรือพนักงานของ บริษัทหรือนักลงทุน ( Employee Stock Option Plan : ESOP ) 4) การแปลงหุ้นบุริมสิทธิให้เป็นหุ้นสามัญ 5) การ ทยอยให้หุ้น ( Vesting ) และ 6) การหักหนี้แทนการชาระค่าหุ้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการประกอบธุรกิจและ การระดมทุนสมัยใหม่ นอกจากนี้ ธุรกิจสตาร์ตอัปจ านวนมากยังประสบ ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนการมีแรงงานผู้มี ความสามารถหรือทักษะสูง การได้รับคาปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการสร้างทักษะการเป็นผู้ ประกอบการ และการเข้าถึงเครือข่ายความร่วมมือ ตลอดจนขาดหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและ พัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัป ท าให้ธุรกิจสตาร์ตอั ป ไทยไม่สามารถเติบโตและแข่งขันในระดับนานาชาติได้เท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อเป็นการขจัดปัญหาและอุปสรรคในการประกอบธุร กิจและการระดมทุนของธุรกิจ สตาร์ตอัป ปรับปรุงและยกระดับโครงสร้างทางกฎหมายให้สอดคล้องกับแนวทางการประกอบธุรกิจเพิ่ม ความยืดหยุ่นในการดาเนินกิจการ และเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจสตาร์ตอัปใน ประเทศไทย อันเป็นการเสริมความเชื่อมั่นของนักล งทุนและยกระดับศักยภาพสตาร์ตอัปไทยให้ทัดเทียม มาตรฐานสากล รวมทั้งเ พื่อให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจสตาร์ตอัปมีความทันสมัย สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน อันเป็นการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในภาพรวม คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงได้ยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม ธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. .. .. ขึ้น ประกอบด้วย 55 มาตรา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการส่งเสริมให้ความช่วยเหลือ และ พัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัป โดยมีหลักการที่เป็นสาระส าคัญสรุปได้ ดังนี้ ประเด็น รายละเอียด 1. ก าหนดลักษณะของธุรกิจสตาร์ตอัป • ก าหนดให้ธุรกิจสตาร์ตอัป มีลักษณะ 4 ประการ ดังนี้ 1) เป็นบริษัทจากัดที่มีระยะเวลาตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งจนถึง วันที่ยื่นแบบค ารับรองเป็นบริษัทสตาร์ตอัปไม่เกิน 10 ปี 5 2) มีรายได้ต่อปีโดยเฉลี่ยจากรายได้ย้อนหลัง 3 ปีติดต่อกัน ไม่เกิน 300 ล้านบาท (สามารถออกกฎกระทรวงเพื่อปรับเพิ่ม จ านวนรายได้ดังกล่าวได้) 3) ไม่เคยจ่ายเงินปันผล 4) ไม่เป็นบริษัทจากัดที่มีบริษัทอื่นถือหุ้นใน ลักษณะควบคุม กิจการ ทั้งนี้ ต้องยื่นแบบขอรับรองตนเอง ( self - declaration ) ว่ามีลักษณะตามที่กฎหมายกาหนดต่อสานักงานนวัตกรรม แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 2. ก าหนดสิทธิและประโยชน์ของ บริษัทสต าร์ ต อัป • บริษัทสตาร์ตอั ป ได้รับสิทธิและประโยชน์ในด้านเงินทุน โดย ส านักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อาจให้เงินทุน ได้หลากหลายรูปแบบและอาจให้กู้ยืมเงิน ถือหุ้นหรือร่วมทุน กับบริษัทสตาร์ตอัปและจัด ตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นจัดตั้ง นิติ บุคคลเพื่อร่วมลงทุนได้ โดยรายได้ที่ได้มาจากการให้กู้ยืมหรือ ร่วมลงทุน ดังกล่าวไม่ต้องนา เงินส่งคลัง แต่ให้นามาใช้ในการ ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปตาม ร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อมิให้เป็น ภาระแก่งบประมาณ ซึ่งสอดคล้องกับพ ระราชกฤษฎีกา จัดตั้ง ส านักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2552 • บริษัทสตาร์ตอัป ได้รับสิทธิและประโยชน์ดังต่อไปนี้เพิ่มเติม เป็ นเวลา 5 ปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1. การยกเว้นไม่ใช้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวล กฎ หมายแ พ่งแ ละพาณิ ชย์ ซึ่งเป็น แ ก่น หลักข อ ง ร่ า ง พระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่มีจุดประสงค์ปลดล็อคข้อจากัดทาง กฎหมายที่ส าคัญ ได้แก่ 1 ) มาตรา 1102 และมาตรา 1229 (ห้ามมิให้บริษั ท จากัดเสน อขายหุ้นต่อประชาชนและออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน) โดยกาหนดให้บริษัทสตาร์ตอัป (ซึ่งเป็นบริษัทจากัด) สามารถ เสนอขายหุ้นต่อประชาชน ซึ่งรวมถึงการออกหุ้นกู้เพื่อระดม ทุนได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าการเสนอขายหุ้นนั้นต้องได้รับความ เห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น และการเสนอขายหุ้นนั้นต้อง เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกากับตลาดทุนก าหนด 2 ) มาตรา 1119 วรรคสอง [การใช้เงินค่าหุ้น ผู้ถือหุ้น จะหักหนี้กับบริษัทไม่ได้ (กฎหมายบริษัท จากัดไม่อนุญาตให้มี การแปลงหนี้เป็นทุนโดยตรงได้)] โดยเมื่อบริษัทสตาร์ตอัปเพิ่ม ทุนและจัดสรรหุ้นให้นักลงทุน หากนักลงทุนเป็นเจ้าหนี้ของ บริษัทตามข้อตกลงการลงทุนและหนี้นั้นมีอยู่ก่อนได้รับมติพิเศษ นักลงทุนสามารถแปลงหนี้เป็นทุนโดยหักหนี้กับบริษัทแทน การช าระค่าหุ้น ได้ 6 3 ) มาตรา 1142 (การห้ามแปลงหุ้นบุริมสิทธิให้เป็นหุ้น สามัญ) โดยบริษัทสตาร์ตอัปสามารถแปลงหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้น สามัญได้ เมื่อมีข้อบังคับของบริษัทให้กระทาได้ 4 ) มาตรา 1143 [การทยอยให้หุ้น ( Vesting ) ต้องมีการ ขายหุ้นหนึ่งหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นก่อนที่ผู้ถือ หุ้นใหม่นั้นจะมีสิทธิเข้าร่วมซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้] โดยเมื่อบริษัท สตาร์ตอัปมีมติพิเศษเพิ่มทุน บริษัทมีทางเลือกในการถือหุ้น ของตนเองหรือจัดสรรหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ ถือ หุ้นโดยไม่ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน ทั้งนี้ ภายใต้ เงื่อนไขที่บริษัทนั้นมีข้อบังคับของบริษัทให้กระทาได้ โดยต้อง ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น และทาได้เฉพาะกรณี เพื่อดาเนินการตามโครงการ ESOP หรือเพื่อดาเนินการตาม ข้อตกลงการลงทุนให้แก่นักลงทุ น 5 ) มาตรา 1222 [การห้ามเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่ บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น หรือเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเองเพื่อ การจัดสรรหุ้นให้แก่กรรมการหรือพนักงานของบริษัทหรือนัก ลงทุน ( ESOP ) ] โดยบริษัท สตาร์ตอัปสามารถซื้อหุ้นคืนจากผู้ ถือหุ้น เพื่อบริหารทางกา รเงินหรือซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่ไม่ เห็นด้วยกับมติที่ประชุมในเรื่องต่าง ๆ อันเกิดจากปัญหา Deadlock ในการลงมติได้ และสามารถถือหุ้นของตนเองไว้ เพื่อจัดสรรในอนาคต ซึ่งรวมถึงการจัดสรรให้กรรมการหรือ พนักงาน ( ESOP ) หรือจัดสรรตามข้อตกลงการลงทุนที่มีกับผู้ ลงทุน 2. สิทธิและประโยชน์ในเรื่องที่มีกฎหมายเฉพาะกาหนดไว้ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นการเชื่อมโยง กับกฎหมายอื่น ๆ และการสนับสนุน จากภาครัฐในด้านนโยบาย เช่น การเข้าเมืองและการทางาน ของคนต่างด้าว ทรัพย์สินทางปัญญา ภาษี การจัดซื้อจัดจ้าง เงินทุนหรือสิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายอื่ น โดยการได้รับ สิทธิและประโยชน์ดังกล่าว ยังคงให้เป็นอานาจของหน่วยงาน ที่รับผิดชอบกฎหมายนั้น ๆ ในการพิจารณาให้สิทธิและ ประโยชน์ ทั้งนี้ สานักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ จะทาหน้าที่ใน การประสาน กับหน่วยงานที่รับผิดชอบกฎหมายนั้น ๆ ในการให้ สิทธิและประโยชน์ให้เหมาะสมต่อไ ป ทั้งนี้ บริษัทสตาร์ตอัป ที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านเกษตรหรือ ด้านอื่นตามที่คณะกรรมการก าหนด อาจได้รับสิทธิและ ประโยชน์ดังกล่าวเกินเวลา 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี 3 กาหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริม ธุรกิจสตาร์ตอัป • มีหน้าที่และอานาจในการกาหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และ แผนในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ต อัป 4. หน่วยงานที่ก ากับดูแล • กาหนดให้สานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการ ช่วยเหลือ ส่งเสริม และ 7 พัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัปในลักษณะเป็นหน่วยงานศูนย์กลางใน การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัป ( One - Stop service ) อันจะทาให้การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัปสอดคล้อง และเป็นระบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีลักษณะเป็น มาตรการทางเลือก ( Optional Legal Framework ) โดยมิได้มีผลให้สตาร์ตอัปทุกรายต้องอยู่ภายใต้บังคับของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยอัตโนมัติ (สตาร์ตอัปมีสิทธิในการเลือกด าเนินการได้ว่าจะเลือกใช้กระบวนการตามร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้หรือไม่ และแม้ว่าจะเป็น บริษัทสตาร์ตอัป ที่ได้ยื่นค าขอรับรองตนเองแล้ว แต่หากเห็ นว่าสามารถดาเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอื่นได้อย่างมี ประสิทธิภาพแล้ว จะเลือกไม่รับสิทธิและประโยชน์ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้ ) 2 . สา นั กงานคณะกรรมการ กฤ ษฎีก า ได้ด าเนินการ จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง กับหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ผ่านทางเว็บไซต์ของระบบกลางทางกฎหมาย และได้จัดทาสรุปผลการ รับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทาร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 แล้ ว โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 97.2 เห็นด้วยกับการมีกฎหมายเฉพาะเพื่อส่งเสริม ธุรกิจสตาร์ตอัป และเห็นควรให้เร่งดาเนินการโดยด่วน และมีผู้แสดงความคิดเห็น ส่วนน้อย ร้อยละ 2 8 ไม่เห็น ด้วย กับการมีกฎหมายเฉพาะ โดยเห็นว่ามีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งรวมถึง ธุรกิจสตาร์ตอัปอยู่แล้ว ประกอบกับหลักการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เกี่ยวกับเครื่องมือทางการ เงินและการระดม ทุนควรเป็นสิทธิ ขั้ นพื้นฐานของกิจการทุกประเภท จึงควรไปแก้ไข ป.พ.พ. รวมทั้งได้จั ดท าแผนในการจัดท ากฎหมาย ลาดับรอง และกรอบสาระสาคัญ ของกฎหมายลาดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 23 ฉบับ และมติ คณะรัฐมนตรีจานวน 1 เรื่อง ทั้งนี้ สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อ ด าเนินการตรากฎหมายล าดับรองให้สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไปแล้ว 3. จากการรับฟังความคิดเห็ นร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มี ผู้ แสดงความคิดเห็นเป็นจานวนมากเห็น ว่าการด าเนินการใ ห้บริษัทจ ากัดสามารถออกหุ้นกู้ เสนอขายหุ้นแก่ประชาชนเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่บุคคลอื่นที่ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น หรือเป็ นเจ้าของถือหุ้นของตนเองเพื่อการ จัดสรรหุ้นให้แก่กรรมการหรือพนักงานของบริษัทหรือนัก ลงทุน รวมถึงการแปลงหุ้นบุริมสิทธิให้ เ ป็นหุ้นสามัญ ตลอดจนหักหนี้ แทนการชาระค่าหุ้นได้นั้น ไม่สมควรเป็นเพียง สิทธิและประโยชน์ของธุรกิจสตาร์ตอัปที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกาหนดเท่านั้น จึงมีข้อเสนอให้แก้ไขบทบัญญัติ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบริษัทจากัด เพื่อให้บริษัทจากัดทุกแห่งสามารถดาเนินการดังกล่าว ได้ ซึ่งคณะรัฐมน ตรีได้เคยมีมติ ( 17 ตุลาคม 2560 ) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ (ฉบับที่ .) พ.ศ. ... และร่างพระราชบัญญัติก าหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วน จากัด บริษัทจากัด สมาคม และมูลนิธิ (ฉบับที่ .) พ.ศ. ... รวม 2 ฉบับ และให้ส่งสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาแล้วแต่ต่อมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีหนังสือขอถอนร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าว รวม 2 ฉบับ ออกจากการพิจารณาของส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม ในการเสนอเรื่องในครั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สานักงานคณะก รรมการกฤษฎีกา เห็นสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดาเนินการเพื่อให้มีผลเป็นการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใน เรื่องดังกล่าวด้วย 2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสาหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทย ฐานะ และครุยประจ าตาแหน่งของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชาอักษรย่อสาหรับ สาขาวิ ชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจาตาแหน่งของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 8 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอและให้ส่งส านักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วด าเนินการต่อไปได้ สาระส าคัญของเรื่อง 1. อว. เสนอว่า เนื่องด้วยสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันได้มีการเปิดสอน สาขาวิชาศิลปศาสตร์เพิ่มขึ้น อว. จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อส าหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจ าตาแหน่งของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวั น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อก าหนดปริญญาใน สาขาวิชาและอักษรย่อส าหรับสาขาวิชาศิลปศาสตร์ มีปริญญาสามชั้น ดังนี้ (ก) เอก เรียกว่า “ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ ศศ.ด. ” และ “ ปรัชญาดุษฎี บัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ ปร.ด. ” (ข) โท เรียกว่า “ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ ศศ.ม. ” (ค) ตรี เรียกว่า “ ศิลปศาสตรบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ ศศ.บ. ” 2. สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติ หลักการร่างพระราชกฤษฎีกานี้ได้ 3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อส าหรั บสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจ าตาแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสาหรับ สาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุย ประจาตาแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอและให้ส่งส านักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วด าเนินการต่อไปได้ สาระส าคัญของเรื่อง 1 อว. เสนอว่า เนื่ องด้วยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้มีการเปิดหลักสูตรเพิ่มขึ้น 3 สาขา ได้แก่ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ และสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ อว. จึงได้ยกร่างพระราช กฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสาหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยป ระจา ตาแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อกาหนดปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อ ส าหรับสาขาวิชา รวมถึงสีประจ าสาขาวิชาดังกล่าว ดังนี้ 1.1 ก าหนดปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อส าหรับสาขา วิชาการแพทย์แผนไทย มีปริญญาสามชั้น คือ (ก) เอก เรียกว่า “ การแพทย์แผนไทยดุษฎีบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ พท.ด ” และ “ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ ปร.ด. ” (ข) โท เรียกว่า “ การแพทย์แผนไทยมหาบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ พท.ม. ” (ค) ตรี เรียกว่า “ การแพทย์แผนไทยบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ พท.บ. ” 1.2 ก าหนดปริญญาในสาขาวิ ชาและอักษรย่อส าหรับ สาขา วิชาพยาบาลศาสตร์ มีปริญญาสามชั้น คือ (ก) เอก เรียกว่า “ พยาบาลศาสตรดุษฎีบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ พย.ด. ” และ “ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ ปร.ด. ” (ข) โท เรียกว่า “ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ พย.ม. ” (ค) ตรี เรียกว่ า “ พยาบาลศาสตรบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ พย.บ. ” 1 .3 ก าหนดปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อส าหรับ สาขาวิชา วิศวกรรมศาสตร์ มีปริญญาสามชั้น คือ 9 (ก) เอกเรียกว่า “ วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ วศ.ด. ” และ “ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ ปร.ด. ” (ข) โท เ รียกว่า “ วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ วศ.ม. ” (ค) ตรี เรียกว่า “ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ” ใช้อักษรย่อ “ วศ.บ. ” 1.4 ก าหนดสี ประจ าสาขาวิชา ดังนี้ (ก) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย เป็น สีเขียวน้าเงิน (ข) สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ เป็น สีแดงทับทิม (รูบี้ ) (ค) สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ เป็น สีแดงเลือดหมู 2. ส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติ หลักการร่างพระราชกฤษฎีกานี้ได้ 4. เรื่อง ขอถอนร่างกฎกระทรวงการขนส่งน้ ามันโดยถังขนส่งน้ ามันแบบยกและเคลื่อนที่ได้ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงพลังงานถอนร่างกฎกระทรวงการขนส่งน้ ามันโดยถังขนส่ง น้ ามันแบบยกและเคลื่อนที่ได้ พ.ศ. .... ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอได้ และแจ้งให้ส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทราบต่อไ ป สาระส าคัญของเรื่อง ร่างกฎกระทรวงการขนส่งน้ามันโดยถังขนส่งน้ามันแบบยกและเคลื่อนที่ได้ พ.ศ. .... ที่กระทรวง พลังงานเสนอขอถอน คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 และให้ส่งสานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยในชั้นการตรวจ พิจารณาของสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีประเด็น สาคัญพบว่า ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้เป็นการ กาหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการขนส่งน้ามันโดยถังขนส่ง น้ ามันแบบยกและเคลื่อน ที่ ได้ ส าหรับถังขนส่งน้ ามันที่ผลิต ขึ้นใหม่ ในประเทศ หรือถังที่ยัง ไม่มี ใบรับรองตาม มาตรฐานสากล ซึ่งยังไม่มีเนื้อหาครอบคลุมถึงถังขนส่งน้ามัน ที่ได้ รับรอง ตามมาตรฐานสากลซึ่งนาเข้ามาจาก ต่างประเทศ ที่อาจได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามร่างกฎกระทรวงดังกล่าวในบางข้อ เนื่องจากถังน้ามันดังกล่าวจะ ใช้ ขนส่งอยู่ภายในประเทศเป็นระยะเวลาอันสั้น และอาจจะไม่สามารถขอใบอนุญาตประกอบกิจการตามขั้นตอนปกติได้ ทัน จึงอาจมีความจ าเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการก ากับดูแลเป็นวิธีการแจ้ง หรือใช้วิธีการขอใบอนุญาตที่มีขั้นตอน ที่สั้นลง ดังนั้น จึงเห็นสมควรยุติในเรื่องรูปแบบของการกากับดูแลที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดความลักลั่ นในการปฏิบัติ สาหรับถังขนส่งน้ามันที่ผลิตภายในประเทศกับถังขนส่งน้ามันเข้ามาจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ประเด็นในเรื่อง ของ เนื้อหา ของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ยังมีการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับกฎกระทรวงฉบับอื่นที่ออกตามพระราชบัญญัติ ควบคุมน้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 หากมี ความจาเป็นจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงฉบับอื่น เช่น กฎกระทรวง ก าหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาต และอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประเมินการ ประกอบกิจการน้ ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2556 ที่กาหนดเกี่ยวกับการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการน้ ามัน เชื้อเพลิง ก็จะ ยังไม่สามารถทาได้ในขั้นการตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงนี้ได้ เนื่องจากจะเป็นการเกินไปกว่าที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติหลักการ ดังนั้น จึงขอเสนอถอนร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจากการพิจารณาของสานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา เพื่อพิจารณาทบทวนในหลักการ ประกอบกับก ารพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อรองรับการประกอบธุรกิจถังขนส่งน้ามันแบบยกและเคลื่อนที่ได้ในทุกรูปแบบให้ครบถ้วน และให้มีการกาหนด มาตรการกากับดูแลถังขนส่งน้ามันแบบยกและเคลื่อนได้ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในการประกอบธุรกิจใน ปัจจุบั น 10 5. เรื่อง ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสาหรับผู้ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมของต่างประเทศ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติ รับทราบร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสาหรับผู้ซึ่งมี ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของต่างประเทศ พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมการนโยบ า ยเขตพัฒน าพิเศษ ภาคตะวันออกเสนอ แล้วด าเนินการต่อไปได้ รวมทั้ง ให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ส านักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รับข้อสังเกตของกระทรวงแรงงาน รวมทั้ง ความเห็นของสานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสั งคมแห่งชาติไปพิจารณาดาเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ด้วย สาระส าคัญของเรื่อง 1. ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและ เงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสาหรับผู้ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมของต่างประเทศ พ.ศ. .... ที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเสนอ เป็นไปตาม มติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ในการประชุมครั้ งที่ 2 / 2568 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ซึ่งมีสาระส าคัญ เป็นการกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริม เศรษฐกิจพิเศษส าหรับผู้ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมของต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการ ถ่ายทอดคว ามรู้และความเชี่ยวชาญจากผู้ชานาญการ และพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติเพื่อ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตลอด จน สนับสนุนอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพครบวงจรในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเ ศษ ดังนี้ 1.1 ก าหนดคุณสมบัติ ของผู้ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของ ต่างประเทศ เช่น 1 ) ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากประเทศที่แพทยสภากาหนดตามบัญชีท้าย รวม 17 ประเทศ (เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา) ติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปีและยังไม่หมดอายุ 2) เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาหรืออนุสาขาวิชา ที่แพทยสภากาหนดติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีหลักฐานรับรอง 3) มีหลักฐานรับรองด้านจริยธรรม ( Certificate of Good Sta nding ) อายุไม่เกิน 6 เดือน และ 4) เป็นผู้ไม่ถูกสั่งพักใช้หรือไม่เคยถูกเพิกถอน ใบอนุญาต 1 2 กาหนดวิธีการ ขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เช่น 1 ) ให้ผู้ประกอบกิจการยื่นคาขอต่อสา นักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออก พร้อม เอก สารหลักฐานเกี่ยวกับคุณสมบัติ และชาระค่าบริการรายละ 200 , 000 บาท 2 ) ให้สานักงานฯ ตรวจสอบความถูก ต้องของคาขอและเอกสารหลักฐานแล้วนาเสนอเลขาธิการสานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาค ตะวันออกพิจารณาเห็นชอบ พร้อมทั้ง ออกหนังสือรับรอง 3 ) กาหนดระยะเวลาการให้สิทธิประกอบวิชาชีพเวช กรรมฯ มีกาหนดคราวละไม่เกิน 1 ปี และต่ออายุได้คราวละไม่เกิน 1 ปี โดยต้องขอต่ออายุอย่างน้อย 60 วัน ก่อน ครบก าหนด น าส่งรายงานผลการปฏิบัติงานประจ าปี และช าระค่าบริการ 100 , 000 บาท 1.3 กาหนดเงื่อนไข การได้รับสิทธิประกอบวิช าชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจ พิเศษ เช่น 1) ผู้ ได้รับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีสิทธิประกอบวิชาชีพให้แ ก่ ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับใบอนุญาตให้ ประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนที่เป็นผู้ยื่นคาขอเท่านั้น และต้องรักษาจริยธรรมแห่ง วิชาชีพเวชก รร ม รวมทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรมและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง 2 ) ผู้ประกอบ กิจการต้องจัดให้มีแพทย์ที่มีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา รับ ผิดชอบการปฏิบัติงาน 11 ของผู้ได้รับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมและต้องจัดทารายงานผลก ารปฏิบัติงานและนาส่งให้สานักงาน ฯ ก่อนที่จะ ครบกาหนดระยะเวลาการให้สิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมฯ 3 ) ให้ผู้ประกอบกิจการต้องจัดให้มีการ ประกันความ เสียหายและค่าใช้จ่ายในการดาเนินคดี และ 4 ) ผู้ประกอบกิจการต้องแจ้ง การเปลี่ยนแปล งข้อมูลและรายละเอียด ต่อส านักงาน ฯ ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล อย่างไรก็ ตาม ร่างประกาศฉบับนี้เป็นการยกเว้นการขอรับสิทธิการประกอบวิชาชีพเวช กรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม สาหรับผู้ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมของ ต่างประเทศในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้น ซึ่ งแพทย์ต่างชาติที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขต ส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยต้องได้รับการตรวจลงตราประเภทคน อยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ( EEC Visa ) ประเภทผู้ชานาญการ และได้รับหนังสืออนุญาตท างาน ( EEC - Work Permit ) ตาม กระบวนการปกติ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายคุ้มครอง แรงงานก าหนด อีกทั้งการเข้ามาประกอบวิชาชีพ เวชกรรมฯ ส าหรับผู้ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวช กรรมของต่างประเทศในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จะไม่มีผลกระทบต่อแพท ย์ของประเทศไทย เนื่องจากผู้ซึ่งมี ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของต่างประเทศจะต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งที่แพทย สภากาหนด โดยผู้ประกอบกิจการที่จะขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะต้องระบุความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมของต่างประเทศให้ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าจะน าแพทย์สาขาใดเข้ามา 2. ส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า กรณีอยู่ในอ านาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาได้ ตามที่เห็นสมคว ร เนื่องจากได้มีมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเห็นชอบร่างประกาศ ดังกล่าวแล้ว ในการประชุมครั้งที่ 2 / 2568 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา 11 วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ที่กาหนดให้การดาเนินการ ตามมาตร า 11 ( 7 ) ในการออก ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศเพื่อกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดาเนินการตาม ที่กาหนดไว้ใน พระราชบัญญัตินี้ เศรษฐกิจ – สังคม 6. เรื่อง สรุปผลการด าเนินการเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชน ไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการด าเนินการเรื่องร้องทุกข์ แ ละข้อคิดเห็นจากประชาชน ไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่ส านักงานปลัดส านักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ สาระส าคัญของเรื่อง 1. สปน. รายงานว่า ได้จัดท า สรุปผลการดาเนินการเรื่องร้องทุกข์ และข้อคิดเห็นจากประชาชน ที่มี มาถึงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจ าส านักนายกรัฐมนตรี ไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (เป็นการยื่นเรื่องผ่านช่องทางการร้องทุกข์ 1111) สาระส าคัญสรุปได้ ดังนี้ 1.1 สถิติการแจ้งเรื่องร้องทุกข์ ประชาชนแจ้งเรื่องร้องทุกข์และเสนอข้อคิดเห็น รวมทั้งสิ้น 50 , 011 ครั้ง หรือคิดเป็น 22 , 832 เรื่อง สามารถด าเนินการจน ได้ข้อยุติ จ านวน 17 , 361 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 76.04 และรอผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จ านวน 5 , 471 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 23.96 1.2 ประเภ ทของเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชน จ าแนกตามด้านได้ ดังนี้ 1 .2.1 ด้านสังคมและสวัสดิการ (16 , 232 เรื่อง) เช่น การขอให้เร่งดาเนินการ จ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (เช่น กรณีว่างงาน กรณีบาเหน็จชราภาพ) ปัญหาเสียงรบกวนจาก สถานบันเทิง ปัญหาควันไ ฟจากการเผาพื้นที่การเกษตร ปัญหาน้ าประปาไม่ไหลและไม่ได้คุณภาพ การขอให้ซ่อมแซม ถนน การแจ้งเบาะแสการลักลอบจ าหน่ายยาเสพติด การขอความช่วยเหลือในการบ าบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด 12 1.2.2 ด้านการร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ (1 , 751 เรื่อง) เช่น การขอให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐปรับปรุงการให้บริการ 1.2.3 ด้านกฎหมาย (1 , 744 เรื่อง) ใน ประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น การถูก มิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน ถูกฉ้อโกง ประเด็นเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง เสรีภาพ เช่น การขอให้ด าเนินคดีกรณีถูกทาร้ายร่างกาย ถู กคุกคาม 1 .2.4 ด้านเศรษฐกิจ (1 , 700 เรื่อง) เช่น การเสนอให้แก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลน น้ามันเชื้อเพลิง การขอให้เร่งดาเนินการคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) การแจ้งเบาะแสการลักลอบ ปล่อยเงินกู้นอกระบบ การแก้ไขปัญหาหนี้สิน 1 .2.5 ด้านการเมืองการปกครอง (950 เรื่อง) เช่น การเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง การเสนอให้แก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา 1.2.6 ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (453 เรื่อง) เช่น การขอให้แก้ไขปัญหาน้ าเน่าเสีย การทิ้งเศษอาหาร ขยะ ลงในลาคลอง การขอให้จัดสรร เจ้าหน้าที่เก็บขยะมูลฝอย 1.2.7 การอ านวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ (2 เรื่อง) ตามนัยพระราชบัญญัติการอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ได้แก่ การขอให้ปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานภาครัฐและการสอบถามข้อมูลเปิดภาค รัฐเพื่อการศึกษาการวิจัย 1 .3 การประสานและด าเนินการส่งเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นจากประชาชน ให้ หน่วยงานที่มีหน้าที่และอานาจด าเนินการ จ านวน 22 , 832 เรื่อง ดังนี้ 1.3.1 พิจารณายุติเรื่องร้องทุกข์ กรณีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการพิจารณา และกรณี ที่ไม่สามารถติดต่ อผู้ร้องเพื่อขอยืนยันการร้องเรียน จ านวน 3 , 826 เรื่อง รวมทั้งชี้แจงท าความเข้าใจต่อผู้ร้องกรณีเรื่อง ที่อยู่ในกระบวนการทางศาล เรื่องที่หน่วยงานได้ด าเนินการอยู่แล้ว เรื่องที่พ้นวิสัย จ านวน 969 เรื่อง 1.3.2 ประสานส่งเรื่องให้กระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจและหน่วย งานอื่น ๆ ที่ไม่ สังกัดกระทรวง จ านวน 13,878 เรื่อง ดาเนินการ ได้ข้อยุติ จานวน 9 , 064 เรื่อง และรอผลการพิจารณาของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จานวน 4 , 814 เรื่อง โดย หน่วยงานที่ได้รับการประสานงานเรื่องร้องทุกข์และข้อคิดเห็นมาก ที่สุด 3 ล าดับแรก ได้แก่ กระทรวงแรงงาน (6 , 5 16 เรื่อง) ส านักงานต ารวจแห่งชาติ (1 , 652 เรื่อง) และ ก ระทรวงการคลัง (1 , 138 เรื่อง) และ หน่วยงานที่สามารถดาเนินการจนได้ข้อยุติมากที่สุด 3 ลาดับแรก ได้แก่ กระทรวงพลังงาน คิดเป็นร้อยละ 88.54 กระทรวงวัฒนธรรม คิดเป็นร้อยละ 85.71 และกระทรวงการต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ 81.63 1 .3.3 ประสานส่งเรื่องให้จังหวัดและกรุงเทพมหานคร (กทม.) จานวน 4 , 159 เรื่อง ด าเนินการ ได้ข้อยุติ จ านวน 2 , 381 เรื่อง และรอผลการพิจารณ าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จ านวน 1 , 778 เรื่อง มี หน่วยงานที่ได้รับการประสานงานส่งเรื่องร้องทุกข์มากที่สุด 3 ลาดับแรก ได้แก่ กทม. จังหวัดนนทบุรี และชลบุรี ส าหรับจังหวัดที่สามารถด าเนินการ ได้ข้อยุติมากที่สุด 3 ล าดับแรก ได้แก่ จังหวัดน่าน คิดเป็นร้อยละ 85.71 จั งหวัด นครพนม คิดเป็นร้อยละ 84.62 และจังหวัดสงขลา คิดเป็นร้อยละ 81.7 5 7. เรื่อง การเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จ านวน 2 แห่ง คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จานวน 2 แห่ง ตามที่ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เสนอ ได้แก่ ( 1 ) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : นิคม อุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 (เขตส่งเสริมอีสเทิร์นซีบอร์ดฯ) และ ( 2 ) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : นิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง (เขต ส่งเสริมเหมราชระยอง 36ฯ) ตามมติ กพอ. ในการประชุม ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 เพื่อ กพอ. จะออกประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษในราชกิจจา 13 นุเบกษาต่อไป และให้ กพอ. สกพอ. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของ กษ. ไปพิจารณาด าเนินการในส่ว น ที่เกี่ยวข้องต่อไป สาระส าคัญของเรื่อง กพอ. รายงานว่า 1. ส านักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้รับค าขอ เปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จานวน 2 แห่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการพัฒนากิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องและเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนา รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ซึ่ง สกพอ. ได้มีการพิจารณาเอกสารคาขอตาม กระบวนงานและ ขั้นตอนการพิจารณา รวมทั้ง สกพอ. และผู้พัฒนาโครงการ [บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดี เวลลอปเมนท์ จากัด (มหาชน)] ได้ดาเนินการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชน และ ชุมชนที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้ง สกพอ. ได้นาผลการรับฟังความเห็นรายงานการ ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ร่าง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินเผยแพร่ในระบบเครือข่ายสารสนเทศของ สกพอ. ด้วยแล้ว 2. ในการประชุม กพอ . ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ได้ มีมติเห็นชอบการ เปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จานวน 2 แห่ง เพื่อให้สอดคล้ องและครอบคลุมเนื้อที่นิคมอุตสาหกรรม ในปัจจุบัน และสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอานวยความสะดวกในการลงทุนภายใต้พระราชบัญญัติเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ 2.1 เขตส่งเสริมอีสเทิร์นซีบอร์ดฯ หัวข้อ เดิม เปลี่ยนแปลงเป็น ชื่ อเขตส่งเสริม เศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 นิคมอุ ต สาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีส เทิร์นซีบอร์ด 4 วัตถุประสงค์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ (1) อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (2) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (3) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ หรือกิจการที่เกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม เป้าหมายพิเศษ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ (1) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (3) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร ( 4) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (5) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (6) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและ เคมีชีวภาพ (7) อุตสาหกรรมดิจิทัล (8) อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ครบวงจร หรือกิจการที่เกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม เป้าหมายพิเศษ ที่ตั้ง ตาบลแม่น้ าคู้ อาเภอปลวกแดง จังหวัด ระยอง คงเดิม เนื้อที่ ประมาณ 1,900 ไร่ ประมาณ 2 , 782 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา 2.2 เขตส่งเสริมเหมราชระยอง 36 ฯ หัวข้อ เดิม เปลี่ยนแปลงเป็น 14 ชื่อเขตส่งเสริม เศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง นิคมอุ ต สาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 วัตถุประสงค์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ (1) อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (2) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (3) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ เพิ่มเติม ได้แก่ (1) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (3) อุตสาหกรร มกา รเก ษ ต ร แ ล ะ เทคโนโลยีชีวภาพ (4) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (5) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (6) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (7) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและ เคมีชีวภาพ (8) อุตสาหกรรมดิจิทัล (9) อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ครบวงจร (10) อุตสาหกรรมการพัฒนาบุคลากร และการศึกษา หรือกิจการที่เกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม เป้าหมายพิเศษ ที่ตั้ง ต าบลพนานิคม อาเภอนิคมพัฒนา จังหวัด ระยอง คงเดิม เนื้อที่ ประมาณ 1 , 281 ไร่ 1 งาน 42.4 ตารางวา ประมาณ 1 , 759 ไร่ 2 งาน 64.5 ตารางวา 3. กพอ. แจ้งว่า การเปลี่ยนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ 1) เกิดการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับสูง โดยเฉพาะ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและกลุ่มเทคโนโลยีและพัฒนาอุตสาหกรรมระบบกักเก็บพลังงาน 2) ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3) ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4) สนับสนุนให้เกิดการร่วมสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมจากภาคเอก ชนและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างและถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง 5) เกิดการพัฒนาและยกระดับทักษะอาชีพกาลังแรงงานในพื้นที่ 6) ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจที่ต่อเนื่องให้แก่ชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก กระจาย ความเจริญทางเศรษฐกิจไปสู่ชุมชนโดยรอบ 7) ส่งเสริมการมีส่ วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐและชุมชนโดยรอบพื้นที่โครงการ 4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ และสานักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง/เห็นชอบในหลักการ โดย กษ. เห็นว่า ควรกาหนด มาตรการป้องกันและติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมลพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ 15 เกษตรและประมงรวมถึงรักษาพื้นที่กันชนและพื้นที่สีเขียวเพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการพัฒนาภาค เกษตรและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่ างยั่งยืน 8. เรื่อง มาตรการในการด าเนินการกรณีการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบมาตรฐานการด าเนินการทางวินัย กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นผู้ทุจริตในการสอบ เข้ารับราชการ (มาตรฐานการด าเนินการทางวินัยฯ) (ตามข้อ 3.2 ) 2. เห็นชอบข้อเสนอแนะของ ก.พ. ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลประเภทต่าง ๆ จัดท าบัญชีผู้เคย ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามกฎหมายของตนและส่งรายชื่อดังกล่าวให้ สานักงาน ก.พ. เพื่อรวบรวมจัดทา ฐานข้อมูลกลางผู้เคยทุจริตในการสอบเข้ารับราชการให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบลักษณะต้องห้ามกรณี ดังกล่าวได้ (ตามข้อ 3.3 ) 3. เห็นชอบแผนการดาเนินการเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้า รับราชการของส านักงาน ก .พ. (ตามข้อ 3.5 ) 4. รับทราบการออกหลักเกณฑ์และวิธีการในการก าหนดให้ผู้ทุจริตในการสอบเพื่อวัดความรู้ ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) (การสอบภาค ก.) เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับราชการกรณีเป็นผู้เคยกระทา การทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามมาตรา 36 ข. ( 11 ) แห่งพร ะราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พระราชบัญญัติฯ) (หลักเกณฑ์และวิธีการในการกาหนดผู้มีลักษณะต้องห้ามฯ) (ตามข้อ 3.1 ) และการแก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการสอบแข่งขัน การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ (หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่ อนไขในการสอบแข่งขันฯ) และรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบแข่งขันในประเด็นเกี่ยวกับการดาเนินการเพิกถอน หนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. (ตามข้อ 3.4 ) สาระส าคัญของเรื่อง ก.พ. รายงานว่า 1 . สานักงาน ก.พ. ได้ตรวจพบการทุจริตในการสอบภาค ก. 1 ในการสวมตัวสอบและได้ขยาย ผล การตรวจสอบจนพบการทุจริตในการสอบภาค ก. ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 114 กรณี โดยมี พฤติการณ์ที่ตรวจพบ 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 เป็นการทุจริตในช่วงที่ระบบการรับสมัครสอบยังไม่มีการอัปโหลดรูปถ่ายในขั้นตอน การสมัครสอบ ซึ่งสานักงาน ก.พ. ตรวจพบการสวมตัวสอบเนื่องจากปรากฏรูปถ่ายของบุคคลหนึ่งบนบัตรประจาตัว สอบของผู้เข้าสอบหลายราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการสวมตัวสอบแทนผู้เข้าสอบหลายราย กลุ่มที่ 2 เป็นการทุจริตในช่วงที่ระบบการรับสมัครสอบให้มีการอัปโหลดรูปถ่ายในขั้นตอน การสมัค รสอบ ซึ่งสานักงาน ก.พ. ตรวจพบการสวมตัวสอบเนื่องจากพบรูปที่ปรากฏบนบัตรประจาตัวสอบที่เก็บมา จากสนามสอบไม่ตรงกับรูปของผู้สมัครสอบ ที่ถูกอัปโหลดเข้าสู่ฐานข้อมูลผู้สมัครสอบ 2 จากเหตุข้างต้น สานักงาน ก.พ. จึงได้ดาเนินการ ดังนี้ ( 1 ) แจ้งความดาเนินคดีทางอาญา กับผู้ทุจริตในการสอบ ภาค ก. ที่ตรวจพบต่อกองบังคับการปราบปราม สานักงานตารวจแห่งชาติ (ตร.) ( 2 ) ปรับปรุงกระบวนการสอบภาค ก. โดยการพิมพ์รูปผู้สมัครสอบลงบนกระดาษคาตอบเพื่อป้องกันการทุจริตในการสวมตัวสอบ และ ( 3 ) รวบรวม ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อเสนอ ก.พ. พิจารณา ก าหนดให้ผู้ทุจริตสอบภาค ก. เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม กรณี เป็นผู้เคยกระทาการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตามมาตรา 36 ข. ( 11 ) 3 แห่งพระราชบัญญัติฯ รวมทั้งพิจารณา เกี่ยวกับการเพิกถอนหนังสือรับรองผลการสอบผ่านภาค ก. และแจ้งผู้บังคับบัญชา พิจารณาดาเนินการให้ผู้ทุจริตใ น การสอบภาค ก. ออกจากราชการโดยพลัน หรือด าเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ทุจริตในการสอบภาค ก. 2 ที่ผ่านมามีผู้ทุจริตในการสอบเข้ารับราชการในหลายหน่วยงานแต่ยังไม่มีฐานข้อมูลกลาง เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ทาให้ผู้ทุจริตในการสอบของหน่วยงานหนึ่งเวียนไปสอบในหน่วยง านอื่น ซึ่งเป็นช่องว่างที่ 16 ส่งผลให้ผู้ทุจริตในการสอบสามารถบรรจุเข้ารับราชการได้ ประกอบกับ กฎหมายปัจจุบันยังไม่มีฐานความผิด เกี่ยวกับการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการจึงต้องใช้ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ฐานปลอม เอกสารราชการ หรือความผิดฐานใช้เครื่องวิทยุคมน าคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีอัตราโทษต่า อีกทั้งยังไม่สามารถ เอาผิดกับผู้ที่อยู่ในขบวนการได้อย่างแท้จริง ทาให้ผู้ที่อยู่ในขบวนการทุจริตดังกล่าวไม่มีความเกรงกลัวต่อ การกระท าความผิด เพราะเห็นว่ามีความเสี่ยงต่ าแต่ผลตอบแทนสูง นอกจากนี้ ยังไม่สามารถเรียกเงินจากผู้ ทุจริต ในการสอบที่บรรจุเข้ารับราชการแล้วคืนได้ 3 . เพื่อให้การดาเนินการกรณีทุจริตในการสอบเข้ารับราชการอย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน เดียวกัน ดังนั้น ก.พ. ในการประชุมครั้งที่ 2 / 2569 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 256 9 จึงมีมติเห็นชอบ 5 ประเด็น ตามที่ ส านักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ก.พ. เสนอ และให้น าเสนอคณะรัฐมนตรี โดย มีสาระส าคัญส