จัดทําโดย ภาคีเคร�อขายภาคประชาสังคมเพ�่ออาหารทะเลที่เปนธรรมและยั่งยืน การสํารวจรูปแบบการจัดจําหนาย สัตวน้ําเศรษฐกิจที่โตไมไดขนาดใน ประเทศไทยเพ�่อการพัฒนาที่ยั่งยืน A Survey of Juvenile Fisheries in Thailand for Sustainable Development การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ รายงานวิิจััยฉบัั บั สมบั ู รณ์์ A Survey of Juvenile Fisheries in Thailand for Sustainable Development ภาคีีเคีร ื อข่่ายภาคีประชาส ั งคีม เพื่ ื � ออาหารทะเลที�เป็นธรรม และยั�งยืน(ภาคีีเคีร ื อข่่ายฯ) การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ รายงานวิิจััยฉบัั บั สมบั ู รณ์์ A Survey of Juvenile Fisheries in Thailand for Sustainable Development คณะวิจัย สังกัด 1. ดร.อภินันท์ เอื้ออังกูร มหาวิทยาลัยทักษิณ 2. สมพงค์ พรมสะอาด มหาวิทยาลัยทักษิณ 3. ดร.สานิตย์ ศรีชูเกียรติ มหาวิทยาลัยทักษิณ 4. ดร.สุธี โง้วศิริ มหาวิทยาลัยทักษิณ 5. ดร.นวิทย์ เอมเอก มหาวิทยาลัยทักษิณ 6. ผศ.ดร.สุทธิพร บุญมาก มหาวิทยาลัยทักษิณ 7. ผศ.ดร.ปาริฉัตร ตู้ดําา มหาวิทยาลัยทักษิณ การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ iv บที่คััดย ่ อ โครงการวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบสําารวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการจําาหน่ายสัตว์น้ําา เศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดในประเทศไทย 2) จัดทําาข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้รณรงค์เพื่อสนับสนุนการประมง และการบริโภคที่ยั่งยืน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายชั้น ซึ่งประกอบด้วยเทคนิค การสุ่มโดยใช้โควตา การสุ่มด้วยวิธีการเจาะจง และการสุ่มด้วยวิธีบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือแบบสังเกต เพื่อเพิ่ม ความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงของข้อมูลก่อนการลงเก็บข้อมูลได้มีการอบรมความรู้เบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีการทดสอบความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมินซึ่งพบความเที่ยงในผู้สังเกตหรือผู้เก็บข้อมูล (kappa = 0.612) สถิติเชิงพรรณนาที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย สําาหรับสถิติเชิงอนุมานที่ใช้ คือ ไคสแควร์ และการถดถอยโลจิสติกส์แบบไบนารี ผลการวิจัยพบว่า การจําาหน่ายสัตว์น้ําาเศรษฐกิจที่ไม่ได้ ขนาดสามารถพบเห็นได้ในทุกช่องทาง ได้แก่ ห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดสด ตลาดของฝาก และออนไลน์ ทุกจังหวัดมีจําาหน่ายสัตว์น้ําาที่โตไม่ได้ขนาดวางจําาหน่ายในช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ความถี่ในการพบเจอ การจําาหน่ายสัตว์น้ําา ไม่ได้ขนาดที่จําาหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 373 ครั้ง อัตราการพบเจอสัตว์น้ําาที่โตไม่ได้ ขนาดในประเทศไทยเท่ากับร้อยละ 60 ของจําานวนห้าง/ร้านที่สําารวจทั้งหมด โดยความถี่การพบอาหารทะเลสด ที่ไม่ได้ขนาดคิดเป็นร้อยละ 43.97 และความถี่การพบอาหารทะเลแปรรูปที่ไม่ได้ขนาดคิดเป็นร้อยละ 56.03 สัตว์น้ําาสดไม่ได้ขนาดที่มีอัตราการพบเจอสามอันดับแรก ได้แก่ หมึกกล้วย (ร้อยละ 16.97) ปลาจะละเม็ด (ร้อยละ 9.25) และปลาเก๋า (ร้อยละ 6.17) สําาหรับอัตราการพบเจอสัตว์น้ําาเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดในรูปแบบ อาหารแปรรูป สามอันดับแรก ได้แก่ ปลากะตัก (ร้อยละ 28.02) หมึกกล้วย (ร้อยละ 21.85) และปลาอินทรีบั้ง (ร้อยละ 2.31) ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ห้างหรือร้านค้าในจังหวัดที่ไม่ติดทะเลจะมีอัตราการพบการจัดจําาหน่าย สัตว์เศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดมากกว่าจังหวัดที่ติดชายทะเล 2.42 เท่า อัตราการพบการจําาหน่ายสัตว์น้ําาที่ไม่ได้ ขนาดในห้างโมเดิร์นเทรดมากกว่าร้านค้าในตลาดสด 1.9 เท่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า มีอัตรา การพบการจําาหน่ายสัตว์น้ําาที่ไม่ได้ขนาดในห้างขนาดใหญ่มากกว่าร้านค้าขนาดเล็ก 8.65 เท่า และมีอัตรา การพบการจําาหน่ายสัตว์น้ําาที่ไม่ได้ขนาดในห้างขนาดกลางมากกว่าร้านค้าขนาดเล็ก 5.79 เท่าข้อเสนอแนะ ในงานวิจัยนี้จัดทําาขึ้นให้กับอุตสาหกรรมประมงโดยภาพรวมทั้งในระดับต้นน้ําา กลางน้ําา และปลายน้ําา โดยมี จุดประสงค์ให้เกิดการประมงที่ยั่งยืนและการบริโภคที่ยั่งยืนในประเทศไทย การส่งเสริมการจับ การแปรรูป การจําาหน่าย และการบริโภคสัตว์น้ําาที่โตไม่ได้ขนาดเพื่อให้อยู่ในระดับความยั่งยืนทางชีวภาพนั้นจะต้องอาศัย ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วยภาครัฐ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ประมงพาณิชย์ ประมง พื้นบ้าน โรงงานแปรรูปอาหารทะเล โมเดิร์นเทรด ร้านค้าในตลาด และภาคประชาชน การส่งเสริมการพัฒนา การศึึกษาร ู ปแบบการจััดจัํา าหน่่ายสััตว์์ น่ ํา าเศึรษฐก ิ จั ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศึไที่ย เพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ v ที่ยั่งยืนให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันแก้ไข ซึ่งมีจุดมุ่งหมายร่วมกันเพื่อ 1) วางมาตรการ และบทลงโทษในการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ําาไปถึงปลายน้ําาไม่ให้สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสัตว์น้ําาเศรษฐกิจวัยอ่อน ตั้งแต่การทําาประมง การขนส่ง การแปรรูป การจัดจําาหน่าย และการบริโภค 2) การปรับเปลี่ยนทัศนคติของ ผู้ประกอบการและผู้บริโภคผ่านทางการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจให้มีความตระหนักถึงการทําาธุรกิจที่ยั่งยืน และการบริโภคที่ยั่งยืน ผลงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ควรจะมุ่งเน้นไปที่ห้างโมเดิร์นเทรดขนาด ใหญ่และขนาดกลางในจังหวัดที่ไม่ติดชายทะเล การรณรงค์เพื่อลดและงด การจับ การแปรรูป การจําาหน่าย หรือ บริโภคสัตว์เศรษฐกิจที่ไม่ได้ขนาดจะช่วยให้ทรัพยากรทางทะเลมีความสมบูรณ์มากขึ้นจนถึงระดับที่มีความยั่งยืน ทางชีวภาพ และนําาไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ vi กิตติกรรม่ประกาศ คณะวิจัยขอขอบคุณภาคีเครือข่ายฯ และองค์การอ็อกแฟม สําาหรับทุนและโอกาสในการทําางานวิจัย ฉบับนี้ และขอขอบคุณ สมาคมรักษ์ทะเลไทย กรีนพีซ สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ที่กรุณาให้ข้อมูลที่สําาคัญและการประสานงานแก่ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ นอกจากนี้ คณะวิจัยขอขอบคุณที่ปรึกษา โครงการวิจัยที่ให้ความรู้ ทําาการฝึกอบรม และอําานวยความสะดวกให้คณะวิจัยตลอดระยะเวลาการทําาโครงการ ท้ายที่สุดนี้ ขอระลึกถึงมหาวิทยาลัยทักษิณที่สนับสนุนทีมวิจัยเสมอมา การศึึกษาร ู ปแบบการจััดจัํา าหน่่ายสััตว์์ น่ ํา าเศึรษฐก ิ จั ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศึไที่ย เพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ vii บที่สำร ุ ปผู้ ู ้ บริหาร แนวคิดด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นเป้าหมายสําาคัญระดับนานาชาติ ในการสร้างความยั่งยืนให้กับโลก อันที่จริงแนวคิดนี้ถูกใช้เป็นพื้นฐานในการกําาหนดกรอบในการกําาหนดเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ Bruntland (1987) ได้ให้ความหมายของ การพัฒนาที่ยั่งยืน ไว้ว่า ‘Development that meets the needs of the present without compromising the ability of future generation to meet their own needs’ ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่มีพันธะสัญญา ในการพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืน แนวคิดนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้กําาหนดนโยบายในประเทศ ในปัจจุบัน และได้ถูกวางแผนที่จะนําามาใช้ในทางปฏิิ บัติ ซึ่งเห็นได้จากความสอดคล้องระหว่างแนวคิดการพัฒนา ที่ยั่งยืน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (2560–2564) รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ทีมนักวิจัยก็จัดว่าเป็นประชากรโลกและประชาชนไทยที่ควรเห็นความสําาคัญและส่งเสริม ให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเช่นกัน หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของงานวิจัยทางวิชาการคือการค้นหาความรู้ความจริง ที่เป็นพื้นฐานสําาหรับการวิเคราะห์สังเคราะห์ และประยุกต์ใช้ในการกําาหนดแนวปฏิิ บัติที่ยั่งยืนเป้าหมายการ พัฒนาที่ยั่งยืนแสดงให้เห็นจุดเน้นในหลายมิติซึ่งการศึกษานี้มุ่งเน้นในการสร้างผลกระทบให้เกิดการพัฒนาอย่าง ยั่งยืนใน 2 มิติ คือ การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน โดยการผลิตที่ยั่งยืนอาจสื่อถึงการประมงและการจัดการ ช่องทางการจัดจําาหน่ายอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือการศึกษารูปแบบและสภาพการณ์ปัจจุบัน (Base line character- istics) ของการจําาหน่ายสัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดในประเทศไทยในช่องทางจัดจําาหน่ายที่สําาคัญใน ประเทศไทย รวมถึงช่องทางโมเดิร์นเทรด ช่องทางร้านค้าในตลาดสด ช่องทางร้านค้าในตลาดขายของฝาก และ ช่องทางออนไลน์เป็นวัตถุประสงค์หลักของการศึกษานี้ และหวังว่าข้อค้นพบจากงานวิจัยจะสามารถนําาไปสู่ การเปลี่ยนแปลงให้มีการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งการสร้างความตื่นตัวให้สังคมร่วมกันหาแนวทาง ในการลดการจําาหน่ายและบริโภคสัตว์นํา้าที่โตไม่ได้ขนาดนี้ สอดคล้องกับแนวคิดหนึ่งของการประมงที่มีความ ยั่งยืน นั่นก็คือไม่ควรมีการจับสัตว์นํา้าที่มีขนาดเล็กกว่าขนาดพร้อมสืบพันธุ์ครั้งแรก เนื่องจากเชื่อว่าการรอให้ สัตว์นํา้าได้มีการสืบพันธุ์ก่อนที่จะนําามาบริโภคจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรทางทะเลมากขึ้น การวิจัยนี้ยังจะเป็นการช่วยเพิ่มเติมองค์ความรู้ด้านนี้ในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ การจับสัตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาดจะจําากัดอยู่ในอุตสาหกรรมต้นนํา้า คือ สําารวจการจับสัตว์นํา้าของเรือประมง ชาวประมง เครื่องมือประมง อีกทั้งการศึกษาเกี่ยวกับการกําาหนดเกณฑ์์ขนาดและชนิดของสัตว์ นํา้าที่เหมาะสมกับ การทําาประมงและการบริโภคก็ยังขาดความชัดเจนอยู่มากในประเทศไทย การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ viii การศึกษานี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายชั้น ซึ่งประกอบด้วยเทคนิค การสุ่มโดยใช้โควตา การสุ่ม ด้วยวิธีการเจาะจง และการสุ่มด้วยวิธีบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสังเกต เพื่อเพิ่มความ เชื่อมั่นและความเที่ยงตรงของข้อมูลก่อนการลงเก็บข้อมูลได้มีการอบรมความรู้เบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีการ ทดสอบความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมินซึ่งพบความเที่ยงในผู้สังเกตหรือผู้เก็บข้อมูล สถิติเชิงพรรณนาที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย สําาหรับสถิติเชิงอนุมานที่ใช้ คือ ไคสแควร์ และการวิเคราะห์ ถดถอยโลจิสติกส์แบบไบนารี ข้อค้นพบที่สําาคัญของงานวิจัย คือ อัตราการพบการจําาหน่ายสัตว์เศรษฐกิจวัยอ่อนที่โตไม่ได้ขนาด ในประเทศไทยทั้งประเภทสดและแปรรูปเท่ากับร้อยละ 60 โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1) สัตว์นํา้าสด ไม่ได้ขนาดที่มีจําานวนการสําารวจพบมากที่สุดคือหมึกกล้วย ในขณะที่การจําาหน่ายสัตว์นํา้าแปรรูปไม่ได้ขนาดที่มี จําานวนการสําารวจพบมากที่สุดคือปลากะตัก 2) ช่องทางค้าปลีกที่มีจําานวนและอัตราการสําารวจพบสัตว์นํา้าสด และสัตว์นํา้าแปรรูปไม่ได้ขนาดมากที่สุดคือช่องทางโมเดิร์นเทรด 3) ขนาดห้างโมเดิร์นเทรดที่มีจําานวนและอัตรา การสําารวจพบสัตว์นํา้าสดและสัตว์นํา้าแปรรูปไม่ได้ขนาดมากที่สุดคือขนาดใหญ่ 4) ภาคที่มีจําานวนการสําารวจพบ มากที่สุดคือภาคกลาง ในขณะที่ภาคที่มีอัตราการสําารวจพบมากที่สุดคือภาคอีสาน 5) จังหวัดที่มีจําานวน การสําารวจพบมากที่สุดคือกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ภาคที่มีอัตราการสําารวจพบมากที่สุดคือจังหวัดชลบุรี ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพบการจัดจําาหน่ายสัตว์นํา้าที่โตไม่ได้ขนาดมากขึ้น ได้แก่ 1) กลุ่มจังหวัดที่ไม่ ติดชายฝั�งทะเล 2) ช่องทางการจําาหน่ายในโมเดิร์นเทรดและตลาดของฝาก และ 3) โมเดิร์นเทรดที่มีขนาด ใหญ่และกลาง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ห้างหรือร้านค้าในจังหวัดที่ไม่ติดทะเลจะมีอัตราการพบ การจัดจําาหน่ายสัตว์เศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดมากกว่าจังหวัดที่ติดชายทะเล 2.42 เท่า อัตราการพบการจําาหน่าย สัตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาดในห้างโมเดิร์นเทรดมากกว่าร้านค้าในตลาดสด 1.9 เท่า ผลการวิเคราะห์ข้อมูลยังแสดง ให้เห็นว่า มีอัตราการพบการจําาหน่ายสัตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาดในห้างขนาดใหญ่มากกว่าร้านค้าขนาดเล็ก 8.65 เท่า และมีอัตราการพบการจําาหน่ายสัตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาดในห้างขนาดกลางมากกว่าร้านค้าขนาดเล็ก 5.79 เท่า ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบันของการจําาหน่ายสัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดที่มีความ แพร่หลายเป็นอย่างมากซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจําาเป็นในการค้นหาความรู้ความจริง (Knowledge) ที่เกี่ยวข้อง กับสถานะของทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทยเพื่อวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทีมวิจัยชิ้นนี้ได้ เสนอแนะแนวทางการนําาผลงานวิจัยไปใช้ภายใต้หลักทางวิชาการสองรูปแบบ รูปแบบแรกคือการใช้แนวคิดด้านการจัดการโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain Management) ด้วยงานวิจัยนี้คาดหวังว่าจะนําาไปสู่การจัดจําาหน่ายสัตว์นํา้าที่ยั่งยืนในประเทศไทย ตามแนวทาง ของการใช้กลไกตลาดนําา (Market driven) การจัดการช่องทางการจําาหน่ายถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสําาคัญ ต่อการประสบความสําาเร็จในการจัดการโซ่อุปทานภายใต้กลไกนี้ นักวิชาการด้านโซ่อุปทานเสนอว่า ในโซ่อุปทานหนึ่ง ๆ มักจะมีผู้เล่นที่สําาคัญ และมีอําานาจในการกําาหนดทิศทางการดําาเนินงานของโซ่อุปทาน ในภาพรวม ซึ่งในบริบทโซ่อุปทานสัตว์นํา้าที่มาจากการทําาประมงในประเทศไทย ผลงานวิจัยแสดงให้เห็น ความถี่และอัตราการจําาหน่ายสัตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาดในช่องทางโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่สูงที่สุด โมเดิร์นเทรดเป็น ช่องทางการจัดจําาหน่ายที่สามารถมีอิทธิพลต่อกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโซ่อุปทานสัตว์นํา้าที่ส่งผลต่อการทําาประมง การศึึกษาร ู ปแบบการจััดจัํา าหน่่ายสััตว์์ น่ ํา าเศึรษฐก ิ จั ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศึไที่ย เพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ ix ที่ยั่งยืน การบริหารจัดการระบบการจัดซื้อและการจัดจําาหน่ายของช่องทางโมเดิร์นเทรดนี้น่าจะเป็นช่องทาง ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สามารถชี้นําาแนวปฏิิ บัติให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในวงการได้ งานวิจัยชิ้นนี้เสนอแนะการส่งเสริมให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่มีนโยบายการจัดหาหรือจัดซื้อสัตว์นํา้า ที่ยั่งยืน กลายเป็นบรรทัดฐานของอุตสาหกรรม นําาไปสู่การเหนี่ยวนําาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิิ บัติทั่วทั้ง วงการได้ (Gutiérrez & Morgan, 2015) ทั้งยังปรากฏิว่าการใช้กลไกผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในประเด็นดังกล่าวนั้ น ถือว่ามีศักยภาพสูง เนื่องจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่มีแนวโน้มให้ความร่วมมือและยินดีเปลี่ยนแปลงที่นําาไปสู่ การจําาหน่ายและบริโภคสัตว์นํา้าอย่างรับผิดชอบ เห็นได้ชัดเจนจากกรณีการรณรงค์เรียกร้องให้โมเดิร์นเทรด ขนาดใหญ่ ยุติการจําาหน่ายปลานกแก้ว และปรากฏิว ่ าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจนนําามาซึ่งกระแสความ ตื่นตัวในสังคมอย่างกว้างขวาง (Achavanuntakul & Tanagsanakul, 2018) อย่างไรก็ตาม หนทางที่ดีที่สุด ในการสร้างการจัดจําาหน่ายสัตว์นํา้าที่ยั่งยืนควรจะมาจากจิตสําานึกของผู้บริโภคในตลาด ซึ่งเป็นผู้กําาเนิดกลไก ความต้องการ (Demand Driven) ลําาดับแรกของโซ่อุปทานการให้ความรู้ การรณรงค์ การปลูกจิตสําานึกให้แก่ ผู้บริโภค จะช่วยให้ผู้บริโภคลดการบริโภคสัตว์นํา้าวัยอ่อนที่มาจากจิตสําานึก มิได้เกิดจากการมีกฎระเบียบ มาคอยบังคับควบคุมด้วยแนวทางดังกล่าว หากสามารถผลักดันได้จะก่อให้เกิดวัฒนธรรมการบริโภคและ การจัดจําาหน่ายสัตว์นํา้าวัยอ่อนอย่างยั่งยืนในสังคม รูปแบบที่สองคือการใช้แนวคิดด้านอําานาจในทรรศนะของ มิเชล ฟูโกต์ นักวิชาการได้ศึกษาแนวคิดและ นําาไปประยุกต์ใช้ในวงการวิชาการในหลายศาสตร์ เช่น มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ และการบัญชี ทีมวิจัยมีสมมติฐานที่สอดคล้องกับแนวคิดของฟูโกต์ที่ว่า ‘การค้นหาความรู้ความจริงที่เกี่ยวข้อง กับความยั่งยืนจะสามารถนําาไปสู่การสร้างวาทกรรมด้านความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเลในประเทศไทย ซึ่งหากมีการเปิดเผยความรู้ความจริงเหล่านี้ให้ประชาชนได้รับทราบและยอมรับว่าเป็นจริง ก็จะเกิดการควบคุม ตนเอง (biopolitics) ภายใต้อําานาจรูปแบบใหม่ที่สามารถควบคุมการกระทําา ทัศนคติ และกิจวัตรประจําาวันของ ผู้บริโภค’ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความยั่งยืนมากขึ้นจะกลายมาเป็นแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจ ปรับตัวเพื่อตอบสนองด้านการผลิตที่ยั่งยืนและการเคารพต่อกฎข้อบังคับต่าง ๆ อย่างเข้มงวดมากขึ้น ทัศนคติ ของผู้บริโภคจึงถือเป็นเครื่องมือสําาคัญในการกระตุ้นความสนใจของภาคธุรกิจให้หันมาตื่นตัวเรื่องความยั่งยืน ของทรัพยากรในประเทศ หากทุกคนหันมาใส่ใจกับการเลือกผลิตภัณฑ์์อาหารทะเลที่ม ี กระบวนการจับสัตว์นํา้า ด้วยวิธียั่งยืนและเป็นธรรม อาจยังมีโอกาสที่จะทําาให้ทะเลไทยกลับมาอุดมสมบูรณ์และมีอาหารส่งต่อไปถึง รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป โดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามสมมติฐานของผู้วิจัยมีกิจกรรมที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการ เปลี่ยนแปลงในแต่ละขั้นตอนดังนี้ 1. การค้นหาความรู้ที่เป็นส่วนประกอบของวาทกรรม (Discourse) ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและ การประมงที่ยั่งยืน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอาจสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อหาความจริงในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์หลักจากงานวิจัยนี้ เช่น 1) ถ้ามีการ บริโภคสัตว์นํา้าวัยอ่อนที่มาจากการเพาะเลี้ยงจะสามารถบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืน ได้หรือไม่ อย่างไร 2) การลดและเลิกการบริโภคสัตว์นํา้าที่โตไม่ได้ขนาดจะนําาไปสู่ความยั่งยืน การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ x ของทรัพยากรทางทะเลหรือไม่ อย่างไร 3) ปริมาณทรัพยากรทางทะเลที่แท้จริงของประเทศไทย เนื่องจากพบหลักฐานปริมาณการจับสัตว์นํา้าที่ลดลงในหลายประเภท และ 4) ประโยชน์ที่แท้จริง ของการบริโภคสัตว์นํา้าวัยอ่อน 5) เกณฑ์์ในการ กําาหนดสัตว์นํา้าที่โตไม่ได้ขนาดควรจะทําาในสัตว์นํา้า ประเภทใด และมีลักษณะเป็นอย่างไร ดังคําาพูดของฟูโกต์ที่ว่า ‘ไม่มีอําานาจใดเกิดขึ้นโดยปราศจาก การสถาปนาความรู้’ ความรู้มีอําานาจในการกําากับดูแลพฤติกรรมของบุคคล การค้นหาความรู้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทําาให้ผู้บริโภคเกิดการบังคับตนเอง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงความรู้ ในสังคมเรื่องความยั่งยืนอาจจะนําาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังเช่นกระแสทางสังคมที่รับรู้ว่า การรับประทานอาหารคลีนจะนําาไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้นทําาให้คนไทยจําานวนไม่น้อยควบคุมตนเอง ให้บริโภคอาหารคลีน โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ 2. การสื่อสาร และการสร้างการรับรู้ความรู้ความจริง โดยการใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น สื่อมวลชน รัฐบาล และผู้ประกอบการอาจพิจารณาแบ่งกลุ่มประชากรที่ต้องการสื่อสารถึงและ เลือกวิธีการสื่อสารที่หลากหลายและตรงกลุ่มเป้าหมาย 3. การกําาหนดมาตรการควบคุมเพื่อสร้างความสําานึกและเสริมแรงให้เกิดการปฏิิ บัติ อาจทําาได้โดย การใช้ระเบียบวินัย กฎเกณฑ์์ ข้อกํา าหนด มาตรการ เงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยส่งเสริม กลไกการทําางานของอําานาจ อาทิ ภาครัฐบาลอาจพิจารณากําาหนดมาตรการควบคุม โดยการสร้าง เกณฑ์์ สําาหรับประเภทและขนาดของสัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับการประมง การแปรรูป และ การบริโภคสัตว์นํา้าที่มาจากการประมงในสังคม นอกจากนี้ รัฐบาลอาจพิจารณาเลือกโครงสร้าง การควบคุมแบบกระจายอําานาจไปยังชุมชนประมงมากขึ้น เป็นสิ่งสําาคัญอาจคําานึงถึงประโยชน์ ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการส่งเสริม (ให้รางวัล) นอกจากการใช้มาตรการควบคุม (บทลงโทษ) 4. การควบคุมปกครองตนเองของแต่ละบุคคล (องค์กร) ไม่ให้จับ จําาหน่าย แปรรูป บริโภค สัตว์นํา้าที่โตไม่ได้ขนาด ซึ่งเกิดจากการปฏิิ บัติการของอําานาจผ่านทางการสร้างความรู้ ทัศนคติ และค่านิยมในสังคม ภายใต้แนวคิดของฟูโกต์รัฐบาลจะดูแลให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี (Governmentality) โดยใช้อําานาจ 2 ประเภท 1. อําานาจจากการออกกฎระเบียบ 2. อําานาจ ชีวะ (bio power) ซึ่งเป็นอําานาจที่มาจากความรู้ การส่งเสริมให้เกิดอําานาจประเภทนี้อาจทําาได้ ผ่านทางการสร้างความรู้ความจริงและทําาให้เกิดการยอมรับในสังคม หากเกิดการยอมรับใน หมู่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการแล้วก็จะเกิดการควบคุมตนเองให้ปฏิิบ ั ติตามสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง เหล่านั้น รัฐบาลก็สามารถควบคุมการใช้ทรัพยากรทางทะเลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ในมุมมอง ของนักเศรษฐศาสตร์ ตัวอย่างเช่น การกําาหนดเกณฑ์์ของขนาดและประเภทส ั ตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาด ที่มีความชัดเจน ถ้าเกิดการยอมรับจากหลายฝ่ายก็จะทําาให้เกิดการควบคุมตนเองของกลุ่มคน เหล่านั้น การศึึกษาร ู ปแบบการจััดจัํา าหน่่ายสััตว์์ น่ ํา าเศึรษฐก ิ จั ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศึไที่ย เพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ xi การศึกษาสภาพการจําาหน่ายสัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขนาดในประเทศไทยเป็นบันไดขั้นต้นที่มีส่วนช่วย ให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายด้านการประมง การจัดการโซ่อุปทาน และการบริโภคที่ยั่งยืน หลักการ สําาคัญคือการสร้างกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพที่ไม่มีการทําาลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในส่วนของการบริโภคที่ยั่งยืน ผู้วางนโยบาย และองค์กรภาค ประชาสังคมอาจจะต้องมีการวิจัยและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างจิตสําานึกให้แก่ประชาชน อาจมีการ บังคับใช้กฎหมายที่และมาตรการการตรวจสอบในระดับที่สูงขึ้นตั้งแต่การผลิตไปถึงการบริโภค การสนับสนุนให้ องค์กรท้องถิ่น ชุมชน เข้ามามีบทบาทในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาจจะเป็นกลไกที่สําาคัญ ที่นําาไปสู่การประมงที่ยั่งยืน (ไฉไล ศักดิวรพงศ์, 2556) การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลที่ยั่งยืนเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร ที่นําาไปสู่การบริโภคอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในอุตสาหกรรมประมงไทย ซึ่งถ้าทําาการวิเคราะห์โซ่อุปทานอุตสาหกรรมประมงไทยจะสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1) ระดับต้นนํา้า เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทําาประมง ประกอบด้วยผู้เล่นหลัก คือ ชาวประมง ผู้ประกอบการประมง 2) ระดับกลางนํา้า เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดจําาหน่ายสินค้าอาหารทะเลทั้งสดและแปรรูป ประกอบด้วย ผู้เล่นหลักคือ แพปลา โมเดิร์นเทรด โรงงานแปรรูปสัตว์นํา้า และร้านค้าสัตว์นํา้าสดและแปรรูป และ 3) ระดับ ปลายนํา้า ที่มีผู้บริโภคที่จะทําาการซื้อสัตว์นํา้าเพื่อการบริโภค ความสําาเร็จด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ อาจต้องการอิทธิพลจากหลายทิศทาง อาทิ 1) อิทธิพลจากผู้เล่นหลักในโซ่อุปทานอุตสาหกรรมประมงนี้ ควรควบคุมตนเอง (องค์กรตนเอง) จากการรับรู้ความรู้ความจริงที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของทรัพยากร ทางทะเล 2) อิทธิพลจากการควบคุมจากการกําาหนดและบังคับใช้กฎระเบียบที่ออกโดยภาครัฐ 3) อิทธิพล จากการนําาเสนอสารสนเทศที่มาจากข้อมูลของสื่อมวลชน 4) อิทธิพลการทําากิจกรรมขององค์กรพัฒนาเอกชน และเครือข่าย บทสรุปผู้บริหารชิ้นนี้ได้ใช้แนวคิดของฟูโกต์ในการนําาเสนอแนะในมุมมองที่แตกต่าง โดยจะเน้น การค้นหาความรู้ ยอมรับและปรับทัศนคติ และมีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสู่ความยั่งยืน พูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ‘การสร้างวาทกรรมเพื่อให้เกิดการรับรู้และปฏิิ บัติในสังคมนําาไปการควบคุมตนเองใน รูปแบบที่ มิเชล ฟูโกต์ เรียกว่า อําานาจชีวะ (Biopower)’ การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ xii สำารบัญ บที่คััดย ่ อ iv กิตติกรรม่ประกาศ vi บที่สำร ุ ปผู้ ู ้ บริหาร vii บที่ ที่ ่ � 1 : บที่น่ ํา า 1 1.1 ที�มาและคีวิามส ํา าคี ั ญ 2 1.2 วิ ั ตถุุประสงคี ์ งานวิิจััย 4 1.3 นิยามศัั พื่ ท ์ 5 บที่ ที่ ่ � 2 : ที่ บ ที่ วน่วรรณกรรม่ 6 2.1 การพื่ ั ฒนาที�ยั�งยืน 7 2.1.1 การประมงอย่างยั�งยืน (Sustainable Fishing) 13 2.1.2 การบัร ิ โภคีที � ยั�งยืน 17 2.2 สถุานการณ์์ประมงข่องประเทศัไทย 22 2.2.1 โมเดลข่องประมงที � ยั�งยืนแบับัต ่ าง ๆ 27 2.2.2 เป้าหมายการพื่ ั ฒนาการประมงอย่างยั�งยืนข่องไทย 28 2.2.3 การจััดการประมง 32 2.3 ช่องทางการจััดจั ํา าหน่ายสัตวิ ์ นําา (Distribution Channel of Seafood) 34 2.3.1 โซ่่ อุปทานสัตวิ ์ นําา 34 2.3.2 ช่องทางการจั ํา าหน่ายสัตวิ ์ นําาในประเทศัไทย 36 2.4 สัตวิ ์ นําาเศัรษฐก ิ จั ในประเทศัไทย 41 การศึึกษาร ู ปแบบการจััดจัํา าหน่่ายสััตว์์ น่ ํา าเศึรษฐก ิ จั ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศึไที่ย เพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ xiii 2.5 สัตวิ ์ นําาเศัรษฐก ิ จั ที � โตไม่ได้ข่นาด 44 2.6 การวิ ั ดข่นาดส ั ตวิ ์ นําา 54 บที่ ที่ ่ � 3 : ระเบ่ยบวิธี ่ วิจัย 58 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวิอย่างในการวิิจััย 59 3.1.1 การเลือกตัวิอย่างร ้ านคี ้ าปลีกสมัยใหม่ 59 3.1.2 การเลือกตัวิอย่างร ้ านคี ้ าในตลาดสด 68 3.1.3 การเลือกตัวิอย่าง ร ้ านคี ้ าในตลาดข่ายข่องฝาก 69 3.1.4 การเลือกตัวิอย่าง ร ้ านคี ้ าตลาดออนไลน์ 71 3.2 ประเภทสัตวิ ์ นําาเศัรษฐก ิ จั ที � สําารวิจั 73 3.3 เกณ์ฑ์์ในการจั ํา าแนกสัตวิ ์ นําาที�โตไม่ได้ข่นาด 77 3.4 เคีรื � องมือในการรวิบัรวิมข่้อม ู ล 79 3.5 วิ ิ ธีการรวิบัรวิมข่้อม ู ล 87 3.6 การทดสอบัคีวิามเชื � อมั�นระหวิ ่ างผูู้้ ประเมิน (Inter-Rater Reliability) 88 3.6.1 เคีรื � องมือที�ใช้ในการทดสอบั 88 3.6.2 ผู้ ลการวิิเคีราะห ์ ข่ ้ อม ู ล 89 3.7 วิ ิ ธีการวิิเคีราะห ์ ข่ ้ อม ู ล 90 บที่ ที่ ่ � 4 : ผู้ ลการว ิ จัย 92 4.1 สรุปสถุานที � เก็บัข่้อม ู ล 93 4.2 รายงานการพื่บัเจัอส ั ตวิ ์ นําาวิ ั ยอ่อนในแต่ละจัังหวิ ั ด 97 4.2.1 กรุงเทพื่มหานคีร 97 4.2.2 นนทบั ุ รี 106 4.2.3 เชียงใหม่ 111 4.2.4 นคีรราชส ี มา 113 4.2.5 ชลบั ุ รี 116 4.2.6 ระยอง 120 การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ xiv 4.2.7 นคีรศัร ี ธรรมราช 123 4.2.8 สงข่ลา 126 4.2.9 ตราด 130 4.2.10 เพื่ชรบั ุ รี 134 4.2.11 สุราษฎร์ธานี 135 4.2.12 กระบัี � 140 4.2.13 ชุมพื่ร 142 4.2.14 สมุทรสาคีร 147 4.2.15 สมุทรสงคีราม 151 4.3 สรุปการพื่บัส ั ตวิ ์ นําาไม่ได้ข่นาดรวิม 15 จั ั งหวิ ั ด 154 4.4 สรุปการพื่บัส ั ตวิ ์ นําาไม่ได้ข่นาดจั ํา าแนกตามภาคี 158 4.5 สรุปการพื่บัส ั ตวิ ์ นําาไม่ได้ข่นาดจั ํา าแนกตามช่องทางร้านคี ้ าปลีก 161 4.6 สรุปการพื่บัส ั ตวิ ์ นําาไม่ได้ข่นาดจั ํา าแนกตามข่นาดห ้ างโมเดิร์นเทรด 164 4.7 สรุปการพื่บัส ั ตวิ ์ นําาไม่ได้ข่นาดในช ่ องทางออนไลน์ 166 4.8 การทดสอบัสถุ ิ ติเชิงอนุมาน 169 4.8.1 การทดสอบัอ ิ ทธิพื่ลข่องจัังหวิ ั ดที�ติด(ไม่ติด)ทะเลและประเภทช่องทางที�มีต่อการ พื่ บั เจัอส ั ตวิ ์ นําาวิ ั ยอ่อน 169 4.8.2 การทดสอบัอ ิ ทธิพื่ลข่องข่นาดข่องร ้ านคี ้ าปลีกสมัยใหม่ที�มีต่อการพื่บัเจัอส ั ตวิ ์ นําา วิ ั ยอ่อน 172 บที่ ที่ ่ � 5 : สำรุปและอภิิปรายผู้ล 176 5.1 สรุปผู้ลงานวิิจััย 177 5.2 อภิปรายผู้ลการวิิจััย 182 5.3 ข่ ้ อพื่ ิ จั ารณ์าด ้ านนโยบัายและการปฏิิบัั ติ 188 5.3.1 ระดับัต ้ นนําา 190 5.3.2 ระดับักลางนํา า 194 5.3.2 ระดับัปลายนํา า 197 บรรณาน่ ุ กรม่ 200 บที่ ที่ ่ � 1 บที่น่ ํา า การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ 2 1.1 ที�มาและคีวิามส ํา าคี ั ญ ประเทศไทยมีชายฝั�งทะเลความยาวไม่น้อยกว่า 3,148.23 กิโลเมตร ครอบคลุมจังหวัดชายฝั�งทะเล 23 จังหวัดโดยชายฝั�งทะเลด้านอ่าวไทย มีความยาว 2,055.18 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด และชายฝั�งทะเลด้านอันดามัน มีความยาว 1,093.14 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั�งทะเลรวม 6 จังหวัด (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั�ง, 2554) ทําาให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนําาทางด้านการประมง โดยมีจําานวนครัวเรือนประมงจําาแนกตามลักษณะของการทําาประมงกว่า 93,562 ครัวเรือน (กรมประมง, 2563) สามารถผลิตอาหารทะเลสด อาหารทะเลแปรรูป โดยได้ชื่อว่าเป็นประเทศส่งออกสินค้าประมงและอาหารทะเล รายใหญ่ของโลก ดังนั้น อุตสาหกรรมประมงของประเทศไทยจึงมีขนาดใหญ่ ซับซ้อน และช่วยสร้างงานในธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องอีกเป็นจําานวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าการใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั�ง ผ่านกิจกรรมประมงข้างต้นกําาลังเป็นไปอย่างเกินขีดความสามารถในการรองรับของทรัพยากร ประจักษ์พยานที่ เห็นได้ชัดเจน คือ สถิติผลผลิตทางการประมงที่ได้จากท้องทะเลไทยลดลงอย่างต่อเนื่องในหลายสิบปีที่ผ่านมา จนคําากล่าวที่ว่า “หายนะชายฝั�งทะเลไทย” “วิกฤตทะเลไทย” หรือกระทั่ง “ปลาทูหายไปไหน” กลายเป็นคําาพูด ที่ถูกหยิบยกมาใช้อธิบายสถานการณ์ของทรัพยากรทะเลและชายฝั�งอยู่เสมอ ๆ อย่างไรก็ตาม การใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั�งเพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเกินขนาดมิใช่ เป็นเพียงปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงชาติเดียว เนื่องจากโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์์ประมงนั้ นเป็น โซ่อุปทานในระดับโลก อีกทั้งทะเลและมหาสมุทรของประเทศต่าง ๆ มีความเชื่อมต่อกัน สัตว์นํา้าจึงสามารถ เคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี กิจกรรมทางทะเลหรือการประมงในอีกประเทศหนึ่ง จึงส่งผลต่อสถานะของทรัพยากร ทางทะเลในประเทศอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งในภาพรวมโลกเองก็กําาลังเผชิญกับภัยคุกคามที่แต่ประเทศ เผชิญร่วมกัน อาทิ ภาวะโลกร้อน เป็นต้น ดังนั้น การกําาหนดแนวทาง/นโยบายเพื่อให้เกิดการทําาประมงที่ยั่งยืน นัั้นจึงเป็นวาระที่มีความสําาคัญร่วมกันในระดับโลก ดังจะเห็นได้ว่ามีความเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติที่จะ นําาไปสู่การใช้ทรัพยากรทางทะเลที่เหมาะสม อาทิ การต่อต้าน “การทําาประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal Unreported and Unregulated Fishing: IUU Fishing) ซึ่งเป็นเป้าหมายสากล ระดับโลกที่ได้รับการสนับสนุนอย่างแพร่หลายจากนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น บทท่� 1 บทนำํา� 3 สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เป็นต้น โดยมีการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจบางประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เช่น การให้ใบเหลืองกับประเทศที่มีการทําาประมงผิดกฎหมายด้วยวิธีการต่าง ๆ อาทิ การใช้แรงงานทาส ซึ่งหาก ประเทศที่ได้รับใบเหลืองไม่ดําาเนินการแก้ปัญหาดังกล่าว สามารถนําาไปสู่การนําาเข้าผลิตภัณฑ์์ประมงของประเทศ นั้นๆ ได้ (อาจารี ถาวรมาศ, 2558) ในระดับขององค์กรของสหประชาชาติเองก็ให้ความสําาคัญกับปัญหาการใช้ทรัพยากรทางทะเลที่ เกินขีดความสามารถเช่นเดียวกัน โดยได้บรรจุประเด็นการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลสําาหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล และชายฝั�งอย่างยั่งยืนเพื่อใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างสมดุล ให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายจาก 17 เป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งประเด็นนี้นอกจากจะมีการระบุไว้ใน เป้าหมาย 14 ของ SDGs โดยตรงแล้ว การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนยังเกี่ยวข้องกับ เป้าหมายที่ 12 ของ SDGs ด้วย โดยเป็นเรื่องของการผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบ ดังนั้น ใน เรื่องของการประมงที่ยั่งยืนจึงเกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อนอยู่ในหลายมิติ ทั้งในเรื่องของทรัพยากรทางธรรมชาติ การผลิต และการบริโภค ในการแก้ปัญหาการใช้ทรัพยากรทางทะเลเกินขีดความสามารถที่เป็นปัญหาสําาคัญของประเทศไทยอยู่ ในขณะนี้ และเป็นวาระหลักในระดับนานาชาติเพื่อแก้ปัญหาการทําาประมงผิดกฎหมาย และเพื่อบรรลุการพัฒนา ที่ยั่งยืนดังที่กล่าวมาแล้วนั้น วิธีการหนึ่งที่ถือว่ามีความสําาคัญอย่างยิ่งคือการแก้ปัญหาการจับสัตว์นํา้า อัตราที่ สูงกว่าอัตราการเพิ่มจําานวน (Reproduce) ของสัตว์นํา้า ซึ่งเป็นผลจากการทําาประมงเกินขีดความสามารถผลิต ของทรัพยากรใน 2 รูปแบบที่สําาคัญคือ 1) Growth overfishing ซึ่งหมายถึงสัตว์นํา้าถูกจับขณะที่ยังตัวเล็ก อยู่มาก และ 2) Recruitment overfishing ซึ่งหมายถึงการทําาประมงที่สัตว์นํา้าเกิดทดแทนไม่ทันกันเนื่องจาก การขาดแคลนสัตว์นํา้าที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ (Safina & Duckworth, 2013) การแก้ปัญหาดังกล่าวสามารถ ทําาได้โดยการวางแนวทางว่าขนาดของสัตว์นํา้าแต่ละชนิดที่เหมาะสมต่อการทําาประมงควรมีขนาดเท่าใด หรือ อีกนัยหนึ่งคือสัตว์นํา้าที่มีขนาดตํา่ากว่าเท่าใดจึงจะถือว่าเป็นสัตว์นํา้าที่โตไม่ได้ขนาดและต้องห้ามสําาหรับการทําา ประมง ทั้งนี้ หลักการทั่วไปถือว่าสัตว์นํา้าได้ขนาดและเหมาะกับการทําาประมงนั้นควรเป็นสัตว์นํา้าที่โตเต็มวัย ซึ่งหมายถึงสัตว์นํา้าที่เติบโตและมีโอกาสได้สืบพันธุ์อย่างน้อย 1 ครั้ง (Spawn at leastonce) (Froese, 2004) ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวที่จะให้มีการจับสัตว์นํา้าที่มีขนาดที่เหมาะสมนั้นมุ่งเน้นไปที่การจัดการด้าน อุปทานหรือจากทางต้นนํา้า กล่าวคือให้ความสําาคัญกับการออกมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับอุปกรณ์และ วิธีการทําาประมงและบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ซึ่งพบว่าไม่เพียงพอต่อการลดการจับสัตว์นํา้าที่โตไม่ได้ขนาด อย่างไร ก็ตาม แนวทางที่ยังคงมีการนําามาใช้ค่อนข้างน้อยทั้งที่คาดว่าน่าจะมีประสิทธิภาพสูงในการเหนี่ยวนําาให้เกิด ประมงที่ยั่งยืนนั่นคือการใช้กลไกการตลาดนําา โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าหากสามารถลดอุปสงค์ที่มีต่อสัตว์นํา้า ที่มีลักษณะไม่ประสงค์บางประการลงได้ ก็จะสามารถลดการจับสัตว์นํา้าในฝั�งอุปทานและนําาไปสู่การทําาประมง ที่ยั่งยืนได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหากลดความต้องการซื้อและบริโภคสัตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาดในฝั�งของอุปสงค์ ลงได้ การจับสัตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาดก็จะมีปริมาณน้อยลงหรือไม่เกิดขึ้น ซึ่งจากการวิเคราะห์โครงสร้างตลาด สัตว์นํา้าในปัจจุบันพบว่าผู้ค้าปลีกโดยเฉพาะร้านค้าประเภทโมเดิร์นเทรดเป็นข้อต่อที่สําาคัญในการนําาสัตว์นํา้า การสำําารวจรูปแบบการจัดจําาหน่่ายสำ ั ตว์น่ ํา าเศรษฐกิจ ที่ ่ � โตไม่่ได ้ ขน่าดใน่ประเที่ศไที่ยเพื่่�อการพื่ ั ฒน่าที่่� ยั�งย่น่ 4 ไปสู่มือผู้บริโภค ช่องทางโมเดิร์นเทรดเป็นช่องทางการจัดจําาหน่ายสามารถมีอิทธิพลต่อกิจกรรมที่เกิดขึ้น ในโซ่อุปทานสัตว์นํา้ารวมไปถึงสัตว์นํา้าได้ ตลอดจนส่งผลต่อการทําาประมงที่ยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ที่สามารถชี้นําาแนวปฏิิ บัติให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการได้ เช่นหากผู้ค้าปลีกรายใหญ่มีข้อตกลงร่วมกัน จะส่ง อิทธิพลอย่างยิ่งต่อแนวปฏิิ บัติในการจัดซื้อสัตว์นํา้าของภาคธุรกิจค้าปลีก ทั้งนี้ หากนโยบายในการจัดซื้อ อย่างยั่งยืนได้กลายเป็นบรรทัดฐานของอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการห้างโมเดิร์นเทรดจะมีการเปลี่ยนคู่ค้าในการ จัดซื้ออาหารทะเล เพื่อให้อาหารที่จําาหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์์ ที่สอดคล้องกับประมงที่ยั่งยืน ดังนั้น จึงเป็นการแสดง บทบาทคล้ายเป็นผู้กลั่นกรองให้กับโซ่อุปทาน (Guti é rrez & Morgan, 2015) จากความสัมพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่าหากสามารถทําาให้ภาคการค้าปลีกหรือช่องทางจัดจําาหน่าย เห็นความสําาคัญของการไม่จําาหน่ายสัตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาดหรือยุติการจําาหน่ายสัตว์นํา้าที่โตไม่ได้ขนาดจะเป็นวิธีการ ที่มีศักยภาพอย่างยิ่งในการลดการจับสัตว์นํา้าไม่ได้ขนาดเนื่องจากไม่มีตลาดหรือช่องทางการจัดจําาหน่าย มารองรับ อย่างไรก็ตาม พบว่าในปัจจุบันร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ ที่จําาหน่ายสัตว์นํา้า ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด ตลาดของฝาก และโดยเฉพาะร้านโมเดิร์นเทรด ไม่มีข้อมูลหรือไม่ทราบว่าตนเองได้จําาหน่ายสัตว์นํา้าไม่ได้ขนาด จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัยการศึกษารูปแบบการจัดจําาหน่ายสัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดในประเทศไทย เพื่อทราบถึงช่องทางการจัดจําาหน่ายสัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดภายในประเทศไทย และสามารถกําาหนด ขนาดของสัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่เหมาะสมในการบริโภค ผลงานวิจัยจะนําาไปสู่การสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจ ของผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคในการบริโภคสัตว์นํา้าซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการบริโภคสัตว์นํา้าที่ไม่ได้ขนาดลดลง และจะนําาไปสู่การลดลงของความต้องการจําาหน่ายสัตว์นํา้าประเภทนี้ในช่องทางต่าง ๆ ท้ายที่สุดเมื่อไม่มีความ ต้องการบริโภคก็จะไม่มีความต้องการในการทําาประมงที่ไม่เหมาะสม และส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร ให้แก่พลเมืองโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตประมงที่ประเทศไทยกําาลังเผชิญอยู่อย่าง มีประสิทธิภาพแล้ว ยังจะช่วยตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติเป้าหมายที่ 14 เรื่องการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และ ทรัพยากรทางทะเลสําาหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 1.2 วิ ั ตถุุประสงคี ์ งานวิิจััย 1. เพื่อศึกษารูปแบบและสภาพการณ์ปัจจุบัน (status quo) ของการจําาหน่ายสัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่โต ไม่ได้ขนาดในประเทศไทย เพื่อนําาไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้มีการบริโภคและจําาหน่ายสัตว์นํา้าที่โตไม่ได้ขนาดลดลง 2. เพื่อจัดทําาข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้รณรงค์เพื่อสนับสนุนการประมงและการบริโภคที่ยั่งยืน บทท่� 1 บทนำํา� 5 1.3 นิยามศัั พื่ ท ์ 1. สัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาด หมายถึง สัตว์นํา้าจากการทําาประมงที่มีขายในตลาดและเป็นที่นิยม ของผู้บริโภค ซึ่งมีขนาดที่ยังไม่ได้ขนาดตามเกณฑ์์ ที่ได้กําาหนดขึ้นในงานวิจัยนี้ การกําาหนดขนาดที่โตไม่ได้ขนาด มาจากผลการศึกษาในอดีตที่ได้ศึกษาขนาดของสัตว์นํา้าที่พร้อมเข้าสู่การสืบพันธุ์ครั้งแรก อาจกล่าวได้ว่า สัตว์นํา้า เศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาดก็คือสัตว์ทะเลเศรษฐกิจที่มีขนาดตํา่ากว่าขนาดที่สมบูรณ์เพศนั่นเอง ซึ่งในงานวิจัยนี้ คําาว่า ‘สัตว์นํา้าเศรษฐกิจ’ และ ‘สัตว์ทะเลเศรษฐกิจ’ มีความหมายเหมือนกัน และถูกนําามาใช้แทนกันในงานวิจัย ชิ้นนี้ 2. ผลิตภัณฑ์์ สัตว์นํา้าเศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาด หมายถึง ผลิตภัณฑ์์ ที่มาจากการแปรรูปสัตว์นํา้า เศรษฐกิจที่โตไม่ได้ขนาด สามารถจําาแนกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ สินค้าสด สินค้าถนอมอาหาร และสินค้า แปรรูปพวกของฝาก 3. รูปแบบการจัดจําาหน่ายสัตว์นํา้าเศรษฐกิจ หมายถึง ลักษณะของผลิตภัณฑ์์อาหารทะเลและ ช่องทางการจัดจําาหน่าย ซึ่งอาจรวมถึงการจัดจําาหน่ายในตลาดสด การจัดจําาหน่ายในห้างสรรพสินค้า การ จัดจําาหน่ายในตลาดขายของฝาก และการจัดจําาหน่ายผ่านทางออนไลน์ บที่ ที่ ่ � 2 ที่ บ ที่ วน่วรรณกรรม่