1 http :// www thaigov go th (โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง) วันนี้ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 10 00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทําเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสําคัญดังนี้ กฎหมาย 1. เรื่อง ร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบสาธารณภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562) 3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตําแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... เศรษฐกิจ - สังคม 4. เรื่อง ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสําหรับเตรียมความพร้อมโครงการคลองระบายน้ําหลาก ชัยนาท - ป่าสัก - อ่าวไทย จากธนาคารโลก 5. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 และขออนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินสําหรับ การดําเนินโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชน 6. เรื่อง ขออนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชน ภายใต้พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ของประเทศ พ.ศ. 2569 7. เรื่อง ขออนุมัติโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อรองรับพลังงานทดแทน พลังงานท างเลือก และส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้พระราชกําหนด ให้อํานาจ ก ระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 8. เรื่อ ง ขออนุมัติโครงการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน (ภายใต้โครงการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ) ภายใต้พระราชกําหนดให้อํา นาจ กระทรวงการคลัง กู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญ หาผลกระทบจากสถานการณ์ วิกฤต ด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลั ง งานของประเทศ พ.ศ. 2569 9. เรื่อง ขอรับการจัดสรรงบประมาณภายใต้พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไข ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ของประเทศ พ.ศ. 2569 10. เรื่อง การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2 / 2569 11. เรื่อง ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ 2 ต่างประเทศ 12. เรื่อง การเตรียมการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 13. เรื่อง การต่ออายุความตกลงประเทศเจ้าภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับสหประชาชาติในรูปแบบหนังสือ แลกเปลี่ยนสําหรับการฝึกอบรมหลักสูตรกฎหมายระหว่างประเทศระดับ ภูมิภาคของสหประชาชาติ ( United Nations Regional Course in International Law ) ประจําปี 2569 14. เรื่อง การให้สัตยาบันต่อความตกลงการจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( Agreement on the Establishment of the ASEAN Centre for Climate Change ) 15. เรื่อง ขอความเ ห็นชอบ ต่อ ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษ กรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง ประจําปี พ.ศ. 2568 ( Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong - Lancang Cooperation Special Fund ) 16. เรื่อง ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง - ล้านช้าง ประจําปี พ.ศ. 2568 ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจําประเทศไทย 17. เรื่อง ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือ แม่โขง - ล้านช้าง ประจําปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจําประเทศไทย 18. เรื่อง ร่างปฏิญญากรุงเทพระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ( Bangkok Ministerial Declaration on Space Applications for Sustainable Development in Asia and the Pacific) 19. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่ง ราชอาณาจักรไทยและกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน 20. เรื่อง การขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดเขตกงสุลของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ สาธารณรัฐมอลตาประจํากรุงเทพมหานคร การขอเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต (นายธนิต ตันติวิท) (กระทรวงการต่างประเทศ) แต่งตั้ง 21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษา ธิ การ) 22. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) (สํานักนายกรัฐมนตรี) 23. เรื่อง การรับโอนข้าราชการพลเรือนสามัญมาแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี 24. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ 25. เ รื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) 26. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกํากับกิจการพลังงาน ( กระทรวงพลังงาน) ***************************** 3 กฎหมาย 1. เรื่ อง ร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ ประสบ สาธารณภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. . ตามที่สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้ว ดําเนินการต่อไปได้ สาระสําคัญของเรื่อง สปน. เสนอว่า 1. ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ ประสบ สาธารณภัย พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้กําหนดให้มี “ คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบ สาธารณภัย สํานักนายกรัฐมนตรี ” ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวง สาธารณสุข เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมทรัพยากร น้ํา อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการ และผู้อํานวยการกองคลัง สปน เป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการ โดยมี หน้าที่และอํานาจ อนุมัติการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณ ภัย ควบคุมดูแลการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้กองทุน ควบคุม เร่งรัด และประสานงา นการช่วยเหลือ ผู้ประสบสาธารณภัย กับหน่วยงานต่าง ๆ กําหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติงานในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริจาคเงิน หรือทรัพย์สินเข้ากองทุน กําหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุม ดูแลรักษา และการเบิกจ่ายเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน รวมถึงการจําหน่ายทรัพย์สินที่ไม่มีความคุ้มค่าต่อการเก็บรักษา 2. โดยที่ข้อ 23 ของระเบียบดังกล่าวได้กําหนดให้ในการสั่งจ่ายเงินหรือโอนเงินจากบัญชีกองทุนไป ยังสํานักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพื่อส่งให้แก่ผู้ยื่นคําขอรับความช่วยเหลือ ให้กรรมการและ เลขานุการคณะกรรมการ ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการหรือผู้อํานวยการกองคลัง สปน. เป็นผู้ลงน ามร่วมกันอย่าง น้อยสองคน ต่อมาได้มี กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2569 ปรับปรุงโครงสร้างและอัตรากําลังของ สปน. โดยรวมภารกิจหน้าที่และอํานาจ รวมทั้งอัตรากําลังของ กองคลัง เป็นของกองกลาง ส่งผลให้ปัจจุบัน ไม่มีตําแหน่งผู้อํานวยการกองคลังที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการของ คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยฯ และไม่มีตําแหน่งผู้อํานวยการกองคลังที่จะทําหน้าที่ใน การสั่งจ่ายหรือโอนเงินกองทุน ดังกล่าว ประกอบกับสํานักตรวจราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น กองตรวจราชการ ทําให้ ชื่อ ตําแหน่งของผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับชื่อตําแหน่งผู้อํานวยการกองตรวจ ราชการในปัจจุบัน จึงส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยฯ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการสั่งจ่ายหรือโอนเงินกองทุน 3. สปน. จึงได้ยกร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ ประสบสาธารณภัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ .... ขึ้น มี สาระสําคัญ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พ.ศ. 2542 โดย แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของ คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสํานักนายกรัฐมนตรี และตําแหน่งของผู้มีหน้าที่และ อํานาจในการสั่งจ่ายหรือโอนเงินกองทุนเงินช่วยเหลือ ผู้ประสบสาธารณภัย สํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ สอดคล้องกับภารกิจ หน้าที่และอํานาจตามโครงสร้างและอัตรากําลังของ สปน. ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2569 และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมี สาระสําคัญสรุปได้ดังนี้ 3.1 แก้ไขชื่อตําแหน่ง จาก “ ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการ ” เป็น “ ผู้อํานวยการ กอง ตรวจราชการ ” และ “ ผู้ อํานวยการกองคลัง ” เป็น “ ผู้ อํานวยการกองกลาง ” สปน. เป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการ 4 3.2 แก้ไขชื่อตําแหน่ง จาก “ ผู้อํานวยการสํานักตรวจราชการ ” เป็น “ ผู้อํานวยการ กอง ตรวจราชการ ” และ “ ผู้อํานวยการกองคลัง ” เป็น “ ผู้อํานวยการกองกลาง ” เป็นผู้มีหน้าที่และอํานาจสั่งจ่ายเงิน หรือโอนเงินกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ฯ 2. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562) คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชน ขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้แก้ไขชื่ อร่างประกาศ ตาม ข้อสัง เกต ของคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วดําเนินการต่อไปได้ รวมทั้ง ให้กระทร วงมหาด ไทยรับความ เห็น ของกระทรวง คมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติไปพิจารณาดําเนินการ ต่อไปด้วย สาระสําคัญของเรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562) เป็นการ แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562 โดยมีสาระสําคัญ ดังนี้ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562 ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับ ผังเมืองรวม ชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562) ในแผนผังกําหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จําแนกประเภท เดิมเป็น ที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม (สีเขียวอ่อน) บริเวณหมายเลข 8.6 เปลี่ยน เป็น ที่ดินประเภท สถาบันการศึกษา (สีเขียว มะกอก ) บริเวณหมายเลข 10.2/1 ในข้อกําหนดการใช้ ประโยชน์ที่ดิน เดิมเป็น ข้อ 6 การใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนผั ง กําหนดการ ใช้ ประโยชน์ ที ่ ดิ นตามที ่ ได้ จําแนกประเภทท้ าย กฎกระทรวงนี้ ให้เป็นไปดังต่อไปนี้ ... ฯ ลฯ... ( 10 ) ที่ดินในบริเวณหมายเลข 10 1 ถึงหมายเลข 10 4 ที่กําหนดไว้เป็นสีเขียวมะกอก ให้เป็นที่ดินประเภท สถาบันการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อสงวนรักษาพื้นที่ไว้ สําหรับการศึกษา ... ฯ ลฯ... เ ปลี่ยน เป็น ข้อ 6 การใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนผังกําหนดการใช้ ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จําแนกประเภท ท้ายกฎกระทรวงนี้ ให้เป็นไปดังต่อไปนี้ ...ฯลฯ... ( 10 ) ที่ ดินในบริเวณหมายเลข 10 1 ถึง หมายเลข 10.2/1 หมายเลข 10 3 และหมายเลข 10 4 ที่กําหนดไว้ เป็นสีเขียวมะกอก ให้เป็นที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อสงวนรักษาพื้นที่ไว้สําหรับการศึกษา ...ฯลฯ... ข้ อ 16 ที ่ ดิ นประเภทสถาบั นการศึ กษา ให้ ใช้ ประโยชน์ที่ดินเพื่อการศึกษาหรือเกี่ยวข้องกับการศึกษา สถาบันราชการ หรือสาธารณประโยชน์เท่านั้น การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทนี้ ให้เป็นไ ป ดังต่อไปนี้ (1) ให้ดําเนินการหรือประกอบกิจการได้ในอาคารที่ มีความสูงไม่เกิน 16 เมตร การวัดความสูงของอาคารให้ วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงพื้นดาดฟ้า สําหรับ อาคารทรงจั่ วหรือปั้ นหยาให้วัดจากระดับพื้ นดินที่ ก่อสร้างถึงยอดผนังของชั้นสูงสุด ข้อ 16 ที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา ให้ใช้ประโยชน์ ที่ดินเพื่อการศึกษาหรือเกี่ยวข้องกับการศึกษา สถาบัน ราชการ หรือสาธารณประโยชน์เท่านั้น การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทนี้ ให้เป็นไปดังต่อไปนี้ ( 1 ) ให้ดําเนินการหรือประกอบกิจการได้ในอาคารที่มี ความสูงไม่เกิน 16 เมตร สําหรับที่ดินในบริเวณหมายเลข 10.2/1 ให้ดําเนินการ หรือประกอบกิจการได้ในอาคารที่ มีความสูงไม่เกิน 12 เมตร การวัดความสูงของอาคารให้วัด จากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงพื้นดาดฟ้าสําหรับอาคารทรง 5 ( 2 ) ให้มีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 6 เมตร จั่วหรือปั้นหยาให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงยอดผนัง ของชั้นสูงสุด ( 2 ) ให้มีที่ว่างโดยรอบอาคารไม่น้อยกว่า 6 เมตร ในรายการประกอบแผนผัง เดิมเป็น 10 . ที่ดินในบริเวณหมายเลข 10 1 ถึงหมายเลข 10 4 ที่ กําหนดไว้เป็นสีเขียวมะกอกให้เป็นที่ ดินประเภ ท สถาบันการศึกษา มีรายการดังต่อไปนี้ 10.1 โรงเรียนขุนยวมวิทยา 10.2 โรงเรียนขุนยวม 10.3 โรงเรียนอนุบาลขุนยวม 10.4 โรงเรียนต่อแพวิทยา เปลี่ยนเป็น 10 . ที่ดินในบริเวณหมายเลข 10 1 ถึงหมายเลข 10 2 / 1 หมายเลข 10 3 และหมายเลข 10 4 ที่กําหนดไว้เป็นสีเขียว มะกอกให้เป็นที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา มีรายการดังต่อไปนี้ 10.1 โรงเรียนขุนยวมวิทยา 10.2 โรงเรียนขุนยวม 10.2/1 โรงเรียนเทศบาลตําบลขุนยวม 10.3 โรงเรียนอนุบาลขุนยวม 10.4 โรงเรียนต่อแพวิทยา ทั้งนี้ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ( สคก. ) เห็นว่า ร่างประกาศฉบับนี้ตามที่ มท. เสนอ มีสาระสําคัญเช่นเดียวกับเรื่องที่สํานักงานได้เคยเสนอความเห็นแล้ว (ตามหนังสือ สคก. ด่วนที่สุด ที่ นร 0908/27 ลงวันที่ 29 มกราคม 2569) จึงขอยืนยันความเห็นเช่นเดิมว่า หาก มท. ยืนยันว่าการแก้ไขผังเมืองดังกล่าวสอดคล้อง กับผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัด รวมทั้งความต้องการของประชาชนในพื้นที่ตามมาตรา 25 แห่ง พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 และคณะรัฐมนตรีพิจา รณาแล้วเห็นว่า การแก้ไขผังเมืองรวมดังกล่าวจะเป็น ประโยชน์ในการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ ตามที่เห็นสมควร เพื่อให้ มท. นําไปประกาศใช้บังคับต่อไป และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าโดยที่ร่างประกาศฯ ที่ มท. เ สนอมาในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการออกประกาศ มท. เพื่อใช้บังคับ ผังเมืองรวมฉบับใหม่แทนกฎกระทรวงดังกล่าว ดังนั้น ใน การกําหนดชื่อร่างประกาศ มท. ในกรณีนี้ จึง สมควรใช้ว่า “ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แก้ไข เพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2562 พ.ศ. ....” เพื่อให้มี ความชัดเจนและสอดคล้องกับบทบัญญัติตามมาตรา 111 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 แทน ตําแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตําแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ตามที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สํานักงาน กกต.) เสนอ สาระสําคัญของเรื่อง สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 ของนายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 101 ( 2 ) ในวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เนื่องด้วยตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว เขตเลือกตั้งที่ 3 ว่างลงซึ่งมาตรา 105 วรรคหนึ่ง ( 1 ) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ในกรณีที่ตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อ มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดําเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้น แทนตําแหน่งที่ว่างภายใน สี่ สิบห้าวันนับแต่วันที่ตําแหน่งนั้นว่าง เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลืออยู่ไม่ถึ ง หนึ่งร้อยแปดสิบวัน จึงจําเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา นี้ 6 เศรษฐกิจ - สังคม 4. เรื่อง ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสําหรับเตรียมความพร้อมโครงการคลองระบายน้ําหลากชัยนาท - ป่าสัก - อ่าว ไทย จากธนาคารโลก คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่ กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้ 1. อนุมัติให้ กค. รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลกจํานวน 3.51 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย 2. เห็นชอบร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Draft Grant Agreement ) เอกสาร Standard Conditions ฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 (เอกสาร Standard Conditions ) ร่างแผนการจัดซื้อ จัดจ้าง ( Procurement Plan ) รวมทั้ง เห็นชอบการระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการ ในการระงับข้อพิพาทตามเงื่ อนไขที่ กําหนดในเอกสาร Standar d Conditions ฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ของธนาคารโลก 3. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย 4. มอบหมายให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานดําเนินการหลัก ตามข้อกําหนดภายใต้ร่างข้อตกลง รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า รวมถึงดําเนินกิจกรรมดําเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และเบิกจ่ายเงินภายใต้ความช่วยเหลือ แบบให้เปล่าและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 18 เดือน หลังจากวันที่ลงนามในร่างข้อตกลงรับ ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Draft Grant Agreement ) สาระสําคัญ ของเรื่อง 1. โครงการคลองระบายน้ําหลากชัยนาท - ป่าสัก - อ่าวไทย (โครงการฯ) หรือโครงการคลองระบาย น้ําหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (แผน 2 ) เป็นหนึ่งในแผนงานภายใต้โครงการหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มแม่น้ํา เจ้าพระยาตอนล่างของกรมชลประทาน รวม 9 แผนงาน โดยเฉพาะโครงการฯ ดังกล่าวมีวงเงิน 165 , 000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ แบ่งการดําเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ําหลากออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่ ( 1) โครงการคลองระบายน้ําหลากชัยนาท - ป่าสัก วงเงิน 40 , 860 ล้านบาท และ ( 2 ) โครงการคลองระบายน้ํา หลากป่าสัก - อ่าวไทย วงเงิน 124,140 ล้านบาท มีกําหนดระยะเวลาดําเนินการ 8 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2570 - 2577 ครอบคลุมการปรับปรุงคลองเดิมและการก่อสร้างคลองระบายน้ําสาย ใ หม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ําหลาก จากแม่น้ําเจ้าพระยาและแม่น้ําป่าสักลงสู่อ่าวไทย อั นจะช่ วยลดความเสี่ ยงและผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ํา เจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งนี้ โครงการ ฯ ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ในคราวประชุมครั้งที่ 5 / 2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการทางระบายน้ําหลาก เจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง (สําหรับโครงการฯ เฉพาะช่วงป่าสัก - อ่าวไทย) ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในคราวประชุมครั้งที่ 6 / 2568 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 รวมทั้งโครงการฯ ผ่าน ความเห็นช อบ ในหลักการจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้ว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 2. คณะรัฐมนตรีมีมติ ( 29 กันยายน 2569 ) อนุมัติในหลักการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทานดําเนินโครงการฯ และให้ กษ. (กรมชลประทาน) เร่งรัดการดําเนินโครงการฯ ให้แล้วเสร็จ โดยเร็วภายในกรอบระยะเวลาที่กําหนดไว้ รวมถึงมีมติเพิ่มเติมด้วย เช่น 2.1 ให้ กค. กษ. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องนําประเด็นการกําหนดขอบเขตของงาน ( TOR ) ให้ครอบคลุมถึงการส่งเสริมการใช้สินค้าและวัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ ( Local Content ) ไปกําหนด เป็นเงื่อนไขสําคัญในการเจรจาและจัดทําสัญญาเงินกู้จากแหล่งเงินกู้ต่างประเทศสําหรับโครงการนี้ต่อไป 2.2 ให้สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับ กษ. (กรมชลประทาน) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการฯ เพื่อพิจารณาแก้ไข ปัญหาจุดตัดโครงการฯ ที่ทับซ้อนกับโครงสร้างสาธารณูปโภคหรือโครงข่ายคมนาคมของหน่วยงานอื่น ให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว โดยให้พิจารณากําหนดองค์ประกอบและหน้าที่และอํานาจให้ชัดเจน เหมาะสม แล้วเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พิจารณาแต่งตั้งตามขั้นตอนต่อไป 2.3 ให้ กษ. (กรมชลประทาน) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ ไปพิจารณาดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วยโดยมีความเห็นที่สําคัญ เช่น 7 1) ประเด็นการจัดหาที่ดิน โดย กค. เห็นควรให้กรมชลประทานเร่งดําเนินการ เรื่องเวนคืนที่ดิน โดยการออกพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนให้เรียบร้อยก่อนเริ่มดําเนิน โครงการ เนื่องจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าจะกระทบต่อค่าใช้จ่ายโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงส่งผลต่อความคุ้มค่าทาง เศรษฐกิจของ โครงการ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เห็นว่า กษ. (กรมชลประทาน) ควรที่จะตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ของประชาชนที่อยู่ในแนวเขตของโครงการฯ ให้ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อที่จะได้จ่ายเงินค่าทดแทนและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น แก่ประชาชนโดยเร็ว และไม่ให้เกิดปัญหาต่อความ เชื่อมั่นในรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ( Trust in Government ) ดังเช่นโครงการอื่นที่ผ่านมา สศช. เห็นควรให้กรม ชลประทานตรวจสอบความถูกต้องของจํานวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจริง และประเมินค่าขนย้ายที่เกิดขึ้นให้ ครบถ้วน จัดทําแผนการโยกย้ายประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม รวมถึงให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมของ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เห็นว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ จากโครงการทางระบายน้ําหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างเป็นจํานวนมาก จึงขอให้กรมชลประทานให้ ความสําคัญกับข้อร้องเรียนของผู้ได้รับผลกระทบ กิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน และทรัพย์สินที่ถูกต้องและเป็นธรรมด้วย 2 ) ประเด็นการบริหารจัดการโครงการฯ โดย กค. เห็นว่าจากการวิเคราะห์ความ อ่อนไหวของโครงการ ( Sensitivity Analysis ) พบว่า กรณีต้นทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และโครงการล่าช้า 3 ปี จะเกิด ความเสี่ ยงต่อความคุ้มค่าของโครงการมากที่สุด ดังนั้น จึงเห็นควรบริหารจัดการโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการเตรียมความพร้อม ด้านการจัดหาที่ดิน การแบ่งสัญญาก่อสร้างอย่างเหมาะสม รวมทั้งควบคุม งบประมาณให้อยู่ภายใต้กรอบวงเงินที่ประมาณการ 3. การดําเนินการที่ผ่านมา 3.1 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ธนาคารโลกได้ให้การสนับสนุนด้านการวิเคราะห์และ การเตรียมความพร้อมโครงการ โดยได้จัดตั้งคณะสํารวจโครงการ ( Project Identification Mission ) ในเดือน เมษายน 2568 และสนับสนุนกรมชลประทานในการวิเคราะห์แนวทางและเส้นทางการไหลของน้ําหลากในเบื้องต้น เพื่อประกอบการพิจารณาและเตรียมความพร้อมโครงการต่อไป 3.2 ธนาคารโลกได้เสนอความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Grant ) ภายใต้กองทุนเงินช่วยเหลือ แบบให้เปล่าสําหรับการเตรียมโครงการ ( Grant Faci l ity for Project Preparation : GFPP ) ของธนาคารระหว่าง ประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา ( International Bank for Reconstruction and Development : IBRD ) หรือ ธนาคารโลกในฐานะผู้ดูแลกองทุนจํานวน 2 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนกรมชลประทานในการดําเนิน กิจกรรมที่จําเป็น ต่อการเตรียมความพร้อมโครงการฯ ซึ่งต่อมาธนาคารโลกได้ประสานงานเพื่อแจ้งการปรับเพิ่มวงเงิน ช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากจํานวน 2 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นจํานวน 3 51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งปรับปรุง และเพิ่มเติมขอบเขตกิจกรรมที่จะดําเนินการภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Grant ) โดยได้มีการหารือร่วมกับ กรมชลประทานเกี่ยวกับขอบเขตของกิจกรรมที่ปรับปรุงดังกล่าวด้วยแล้ว 3 3 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 กค. โดยสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้มีหนังสือถึง กรมชลประทานเพื่อขอให้พิจารณารายละเอียดของกิจกรรมภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Grant ) ที่ปรับปรุง แล้ว และยืนยันความพร้อมในการดําเนินกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจและความรับผิดชอบของกรม ชลประทาน โดยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 กรมชลประท า นได้มีหนังสือแจ้งยืนยันความพร้อ มใ นการดําเนินกิจกรรม ภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Grant ) ดังกล่าว ส่งผลให้การดําเนินงานมีความชัดเจนในส่วนของหน่วยงานหลัก ที่จะดําเนินกิจกรรมภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Grant ) และสามารถดําเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ 3 4 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ธนาคารโลกได้มีหนังสือแจ้งการสนับสนุนความช่วยเหลือ แบบให้เปล่า ( Grant ) วงเงิน 3 51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งขอให้ กค. โดยสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะยืนยัน ความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Grant ) และดําเนินการจัดการประชุมหารือเพื่อพิจารณาเจรจาร่าง ข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Draft Grant Agreement ) ระหว่างผู้แทนฝ่ายไทย ประกอบด้วย กค. โดย สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ กรมชลประทาน และผู้แทนจากธนาคารโลก ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ธนาคารโลกได้มีหนังสือแจ้งเพิ่มเติมว่าภายใต้ข้อกําหนดการสนับสนุนความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Grant ) ดังกล่าว จะต้องมีการลงนามในร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Draft Grant Agreement ) ให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 31 ตุลาคม 2569 8 3 5 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 กค. ได้มีหนังสือถึงธนาคารโลกเพื่อยืนยันความประสงค์ ในการรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Grant ) ดังกล่าวสําหรับดําเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้มีการจัดประชุม เจรจาเพื่อพิจารณาในร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Draft Grant Agreement ) และเอกสารที่ เกี่ยวข้อง โดยผู้แทนฝ่ายไทย และผู้แทนจากธนาคารโลกได้เห็นชอบร่วมกันในร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้ เปล่า ( Draft Grant Agreement ) และเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหัวหน้าผู้แทนฝ่ายไทยได้ลงนามในรายงาน การประชุมเจรจาร่างข้อตกลง ( Minutes of Negotiations ) ร่วมกับหัวหน้าผู้แทนของธนาคารโลกด้วยแล้ว ทั้งนี้ ประเด็นตามมาตรา 178 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กค. เห็นพ้องกับ กต. และ สคก. ว่าร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ( Draft Grant Agreement ) เอกสาร Standard Conditions และร่างแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ( Procurement Plan ) เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย แ ต่ สามารถปฏิ บัติตามพันธกรณีได้ภายใต้กฎหมายที่ มีอยู่โดยไม่ต้องตราพระราชบัญญัติ เพิ่ มเติม จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา 5. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 และขออนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินสําหรับการ ดําเนินโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้แก่ประชาชน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ทบทวนกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม และกรมธรรม์ประกันภัย อุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 และเห็นชอบให้เพิ่ม กรอบวงเงินงบประมาณสําหรับการดําเนินโครงการจัดซื้อประกันภัยพิ บัติให้แก่ประชาชน จากเดิม 15,500,000,000 บาท เป็น 16,550,000,000 บาท เพิ่มขึ้น จํานวน 1,050,000,000 บาท แบ่งเป็น (1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัย กลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 16,050,000,000 บาท และ (2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงิน 500,000,000 บาท ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และเนื่องจากการ ดําเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินเกินกว่าวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ก็เห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะอ นุมัติให้เพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปี ตามมาตรา 42 แห่ง พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ด้วย ตามความเห็นสํานักงบประมาณ (สงป.) เหตุผลความจําเป็น คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดําเนินการซื้อ ประกันภัยให้กับประชาชนค่าเบี้ยประกันภัยในวงเงินรวม จํานวน 15 , 500 , 000,000 บาท โดยขอใช้จ่ายจาก งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณี ฉุ กเฉินหรือจําเป็น จํานวน 10,000,000,000 บาท และส่วนที่เหลือ จํานวน 5 , 500 , 000 , 000 บาท ขอใช้จ่ายจากงบประมาณปีต่อไป และ ขออนุมัติก่อหนี้ผูกพัน ตามมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 สาระสําคัญ ของเรื่อง 1. คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 อนุมัติวงเงินงบประมาณในการดําเนินการซื้อ ประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน วงเงินรวม 15 , 500 , 000,000 บาท จากงบประมาณรายจ่ายประจํา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น จํานวน 10,000,000,000 บาท และขออนุมัติ ก่อหนี้ผูกพันตามมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 สําหรับส่วนที่เหลือ 5 , 500 , 000 , 000 บาท ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณปีต่อไป 2. สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ 4442 / 3436 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 และด่วนที่สุด ที่ 4442/3466 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 น ํา ส่งข้อมูลกรมธรรม์ ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม รายชื่อบริษัทประกันภัยและสัดส่วนการรับประกันภัย เพื่อให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง : ซึ่ งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตรวจสอบเอกสารหลักฐานดังกล่าวแล้วพบว่า กรมธรรม์ทั้ง 2 ฉ บับ มีรายละเอียดและค่าเบี้ ยประกันภัย ไม่เป็นไปตาม มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 รายละเอียด ดังนี้ 2.1 กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติค่าเบี้ยประกันภัยคง เดิม (วงเงิน 500,000,000 บาท) โดยเพิ่มเติมผลประโยชน์สําหรับกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จากภัยพิบัติจากเงื่อนไขกรมธรรม์ วงเงิน 200 , 000 บาทต่อคน ซึ่งมีการอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทนแล้ว วงเงินรวม 2,000,000 บาท (เสียชีวิต 1 ราย ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่) 9 2.2 กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติค่าเบี้ยประกันภัย เพิ่มขึ้น จาก เดิม วงเงิน 15 , 000 , 000 , 000 บาท เป็น วงเงิน 16 , 050 , 000 , 000 บาท รายละเอียดความคุ้มครองตาม กรมธรรม์คงเดิม ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เบิกจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัย จํานวน 500,000,000 บาท เรียบร้อยแล้ว สําหรับ กรมธรรม์ ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ยังไม่สามารถเบิกจ่ายค่าเบี้ยประกัน ดังกล่าวได้ เนื่องจากค่าเบี้ยประกันภัย เกินวงเงินที่ขอรับจัดสรรตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 25 69 3. สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ 4442/3581 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2569 และด่วนที่สุด ที่ 4442 / 3615 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2569 แจ้งว่า การ คํานวณเบี้ยประกันภัยดังกล่าวต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จึงขอเรียนว่าเบี้ยประกันภัยสําหรับกรมธรรม์ดังกล่าว จํานวน 15,000,000,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องด้วยข้อมูลตามหนังสือสํานักงานคณะกรรมการกํากับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ด่วนที่สุด 4331 / 3130 ลงวันที่ 11 กันยายน 2569 เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ดังนั้น จึงขอความอนุเคราะห์กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพิจารณาเสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงิน จํานวน 1 , 050 , 0 00,000 บาท เพิ่มเติมต่อไป ซึ่ งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่ได้รับการจัดสรรแล้วไม่สามารถปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณนี้ได้ จึงมีความจําเป็น ต้อง ขอใช้งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น ประโยชน์และผลกระทบ ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน และความคุ้มครองกรณีการ เสียชีวิต เมื่อเกิดสถานการณ์ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับเงินช่วยเหลือครอบคลุมความเสียหายที่ เกิดขึ้นมากกว่าเดิม และได้รับเงินช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น ด้วยเครื่องมือการบริหารจัดการในการถ่ายโอนความเสี่ยงจาก สาธารณภัย ผ่านระบบประกันภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ 6. เรื่อง ขออนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชน ภายใต้พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้ 1. อนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชน กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 50 ,000 00 ล้านบาท โดย ใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้าน พลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 2. มอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งดําเนินการการขึ้นทะเบียนผู้ ให้บริการติดตั้งระบบ ( Vendors ) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว 3 มอบหมายให้สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาค เร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์โครงการ Solar ภาคประชาชน ให้ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการแก่ประชาชน กลุ่มเป้าหมายและผู้ให้บริการติดตั้งระบบ ( Vendors ) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง รวมทั้งเพื่อใช้เป็นข้อมูล ประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วน 4. มอบหมายให้กรมสรรพากรพิจารณาดําเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีในกรณี การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการได้รับสิทธิ (เงินสนับสนุน) 5 มอบหมายให้กรมศุลกากรพิจารณาดําเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีในกรณีการ ยกเว้นภาษีอากรนําเข้า ตามข้อ 5.10 ใน ข้อ 2 ) 6 มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดทํามาตรการและแนวทางการจัดการซากแผง Solar และ อุปกรณ์เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน รวมถึงการกําหนดค่าใช้จ่าย แหล่งเงินรองรับ และกลไกการกํากับ การจัดการให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม 7 มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครวบรวม และจัดทําฐานข้อมูลการผลิตและการใช้ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ 10 8. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพิจารณา แนวทางการรวบรวมปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้โครงการ Solar ภาคประชาชนเพื่อให้เป็นทรัพย์สินของ ภาครัฐภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความเร่งด่วนของเรื่อง เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานยังคงมีความผันผวนส่งผลกระทบต่อ ความเชื่อมั่นและกําลังซื้อของประชาชน ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต ทางด้านพลังงาน โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการผลิ ตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์ได้อย่างแพร่หลาย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชนลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิง ฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคประชาชนตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนใน การผลิตและใช้พลังงานสะอาด อันเป็นการสนับสนุ นนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้เกิดผลอย่าง เป็นรูปธรรมและยั่งยืนจึงขอเสนอโครงการ Solar ภาคประชาชน โดยขอใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้วงเงินในแผนงานหรือ โครงการที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจาก สถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สาระสําคัญ ของเรื่อง 1 กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทําโครงการ Solar ภาคประชาชน วงเงินรวมทั้งสิ้น 5 0 , 0 0 0 00 ล้าน บาท กลุ่มเป้าหมายจํานวน 1 , 000 , 000 ครัวเรือน เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้พระราชกําหนดให้ อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่าน ด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 2. คณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่ทําหน้าที่พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของ โครงการภายใต้พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้าน พลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ได้พิจารณาโครงการ Solar ภาคประชาชน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 และวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทยได้เข้าร่วมการ ประชุมและให้ข้อมูลรายละเอียดข้อเสนอโครงการเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการใช้ จ่ายเงินกู้ 3. คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 8 / 2569 เมื่อ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ตามหนังสือคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ด่วนที่สุด ที่ กค (คกง.) 09 07 / 4 6 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2569 มีมติที่ประชุม ดังนี้ 3 1 เห็นควรอนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชน ของสํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 50 , 000 00 ล้านบาท ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้ เกิดประสิทธิภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและ พลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชน ทั่วไปให้ทันต่อเห ตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะ ของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดยคณะกรรมการ ฯ มีความเห็นเพิ่มเติมเพื่อให้การดําเนินงานแต่ ละขั้นตอนเป็นไปในทิศทางเดียวกันสามารถวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและดําเนิน โครงการได้ตามกรอบระยะเวลาที่กําหนด ดังนี้ 1 ) ระยะเวลาดําเนิ นโครงการและแผนการดําเนิ นการ : ขอให้ สํานั กงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทยปรับระยะเวลาดําเนินงาน และแผนการดําเนินงานในแต่ละขั้นตอน รวมทั้งแผนการใช้ จ่ ายเงิ นให้สอดคล้องกั บการดําเนินงานจริง โดยขอให้ กําหนดลงทะเบี ยนขอรั บสิ ทธิ เป็ นระหว่ างวันที่ 27 ตุลาคม 2569 - 31 มกราคม 2570 การสํารวจสถานที่ติดตั้งและประเมินขนาดติดตั้ง ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 และเบิกจ่ายเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570 2 ) การกําหนดราคา การรับประกัน และบริการหลังการขาย : ขอให้กําหนด เป็น มาตรฐานเดียวกันของผู้ให้บริการติดตั้งระบบจากการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือผู้ประกอบการติดตั้ง ระบบ ( Vendors ) ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้แก่ ( 1 ) ราคาติดตั้ง : ระบบ Solar ขนาด 5 kW ราคาไม่เกิน 140 , 000 00 บาท ( 2 ) การรับประกัน : รับประกันงานติดตั้ง 7 ปี และประกันอัคคีภัย 7 ปี ( 3 ) บริการหลังการขาย : บริการล้างแผง 7 ปี ปีละ 1 ครั้ง ตามรอบการบํารุงรักษา 11 3 ) การขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการติดตั้งระบบ ( Vendors ) : ขอให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งดําเนินการขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากเป็นหนึ่งในปัจจัยสําคัญ ที่จะทําให้ การดําเนินโครงการให้สําเร็จบรรลุเป้าหมาย 4 ) การวางเงินประกันผลงานของผู้ให้บริการติดตั้งระบบ ( Bank Guarantee ) : ขอให้วาง Bank Guarantee จํานวน 50 , 000 00 บาทต่องาน ระยะเวลา 6 เดือน หากไม่สามารถส่งมอบงาน ภายใน ระยะเวลา 6 เดือน จะถูกยึด Bank Guarantee 3.2 เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ Solar ภาคประชาชนแล้ว เห็นควรให้สํานักงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทยร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์โครงการ Solar ภาคประชาชน ให้ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายและผู้ให้บริการติดตั้งระบบ ( Vendors ) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง รวมทั้งเพื่อใช้เป็น ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วน 3 3 เห็นควรให้กระทรวงอุตสาหกรรมจัดทํามาตรการและแนวทางการจัดการซากแผง Solar เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน 4 คณะกรรมการกลั่ นกรองการใช้จ่า ยเงินกู้ ในคราวประชุมคณะกรรมการ ฯ ครั้งที่ 9 / 2569 เมื่อ วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ตามหนังสือคณะกรรมการกลั่ นกรองการใช้จ่ายเงินกู้สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ด่วนที่สุด ที่ กค (คกง.) 0 907 / 58 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2569 มีมติที่ประชุม ดังนี้ 4 1 เห็นชอบให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกําหนดคุณสมบัติและอัตรา ค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุดมาตรฐานขนาด 5 กิโลวัตต์ ( KW ) วงเงินไม่เกิน 140 , 000 00 บาท ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเลือกติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีคุณสมบัติและราคาที่สูงกว่าชุดมาตรฐานที่ การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกําหนดได้ 4 2 ขอให้สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพิ่ มเติมรายละเอียดในเรื่ องนําเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยดําเนินการโครงการ Solar ภาคประชาชน วงเงิน 50 , 000 00 ล้านบาท ภายใต้แผนงานหรือโครงการที่ 2 โดยให้ครอบคลุมถึงรายละเอียดของโครงการ ได้แก่ 1 ) กลุ่มเป้าหมาย หลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้รับสิทธิ 2 ) ขนาดติดตั้ง มาตรฐาน ราคา การขายไฟฟ้าและบริการหลังการขาย การกําหนด ขนาดติดตั้ งของโครงการ ข้อกําหนดมาตรฐานและคุณสมบัติของระบบ อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ที่ เกี่ ยวข้อง องค์ประกอบ วิธีกําหนด และขอบเขตของราคา รูปแบบการติดตั้ง มาตรฐานการติดตั้ง เงื่อนไขการให้บริการหลังการ ขาย ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขายไฟฟ้าส่วนเกิน 3 ) ผู้ประกอบการติดตั้ง ( Vendors ) จํานวนและความสามารถของผู้ประกอบการ ติดตั้ง ( Vendors ) หลักเกณฑ์การคัดเลือกและกํากับดูแลผู้ประกอบการติดตั้ง ( Vendors ) ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน การจัดทําสัญญามาตรฐาน 4 ) รูปแบบและขั้นตอนการดําเนินโครงการ กําหนดรูปแบบการดําเนินโครงการ ขั้นตอนการดําเนินงานตั้งแต่การลงทะเบียนรับสิทธิ การตรวจสอบสิทธิ การเลือกผู้ให้บริการ ( Vendor ) การยื่นขอ ขนานระบบ การตรวจสอบและการอนุญาตให้เชื่อมขนาน การเบิกจ่ายเงิน และการโอนเงินพร้อมทั้งระบุเอกสาร ประกอบการดําเนินงานแต่ละขั้นตอนโดยละเอียด รวมทั้งการวาง Bank Guarantee โดยระบุกรอบเวลา ที่ชัดเจนใน แต่ละขั้นตอน และการบริหารความเสี่ยงของโครงการ 5 ) สินเชื่อ หลักเกณฑ์ รูปแบบและเงื่อนไขการขอสินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่เข้า ร่วมโครงการ (ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) 6 ) การจัดการแผงและอุปกรณ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน โดยให้ระบุผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่าย แหล่งเงินรองรับ และกลไกการกํากับการจัดการให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม 7 ) การส่งเสริมอุตสาหกรรมและการลงทุนภายในประเทศ การใช้อุปกรณ์ ที่ผลิตภายในประเทศ การยกเว้นวัตถุดิบนําเข้าเพื่อการผลิตแผง Solar การให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุน 8 ) การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการได้รับสิทธิ (เงินสนับสนุน) ให้กรมสรรพากรพิจารณาดําเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป 9 ) การยกเว้นภาษีอากรนําเข้า ให้กรมศุลกากรดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดําเนินการยกร่างกฎหมายและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป 12 10 ) ให้กระทรวงมหาดไทยรวบรวมและจัดทําฐานข้อมูลการผลิตและการใช้ไฟฟ้า เพื่อใช้ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ 11 ) ให้กระทรวงมหาดไทยโดยการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาแนวทางการรวบรวมปริมาณ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการ Solar ภาคประชาชน เพื่อให้เป็นทรัพย์สินของภาครัฐภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง 12 ) กรณีมีไฟส่วนเกิน สามารถขายคืนให้การไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาค ราคา 2 20 บาท/หน่วย โดยธนาคารจะหักเงินได้จากค่าขายไฟเพื่อชําระเงินต้นเป็นลําดับแรก ส่วนที่เหลือคืน ประชาชน 5 โครงการ Solar ภาคประชาชน ภายใต้พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมทั้งสิ้น 50 , 0 00 0 0 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้ 5 1 ความเป็นมา คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 มีม ติเห็นชอบในหลักการวาระ แห่งชาติด้านพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1 ) การบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน 2 ) นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ และ 3 ) การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์และมติคณะรัฐมนตรีที่ เกี่ยวข้องต่อไป ปัจจุบันภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ( Energy Transition ) โดยให้ความสําคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการ ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการผลิต และใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เมื่อพิจารณาในภาพรวมของประเทศพบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน อันเนื่องมาจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และ น้ํามันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไ ฟฟ้า สูงขึ้น และสะท้อนมายังค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องรับภาระ แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้ น แต่การแก้ไขปัญหาอย่า งยั่ งยืนจําเป็นต้องลดการพึ่งพา เชื้ อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งประเทศ ไทยมีศักยภาพในการผลิตสูง ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สําหรับประชาชน ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ สามารถตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวได้โดยตรง ในการช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานใน ตลาดโลก และสนับสนุนการพัฒนาระบบพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่ างเป็น รูปธรรม และเป็นการเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน เนื่องจากประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดปริมาณการซื้อไฟฟ้าจากระบบและลดค่าใช้จ่าย ด้านไฟฟ้าในระยะยาว อีกทั้ง ยังช่วยเพิ่ม สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและส่งเสริมให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 5.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ 1 ) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์ ( Solar ) ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น 2 ) เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของภาคประชาชน โดยส่งเสริมให้ประชาชนผลิต และใ