1 http :// www thaigov go th (โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง) วันนี้ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 10 00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทําเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสําคัญดังนี้ กฎหมาย 1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ ( MICE )] 2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับ) 3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตสํารวจการจัดรูปที่ดิน ในท้องที่ตําบลผักแว่น ตําบลดงสิงห์ อําเภอจังหาร และตําบลสีแก้ว อําเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พ.ศ. .... 4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากําหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการขอต่ออายุใบอนุญาตผู้ประจําหน้าที่ พ.ศ. .... เศรษฐกิจ - สังคม 6. เรื่อง การจัดทํามาตรฐานสถิติของสํานักงานสถิติแห่งชาติ 7. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 4/2569 8. เรื่อง แนวทางการจัดทํางบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 9. เรื่อง การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จํานวน 8 แห่ง 10. เรื่อง ผลการดําเนินการตามมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 11. เรื่อง ขอความเห็นชอบเพิ่มเติมพื้นที่ในการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 12. เรื่อง สรุปผลการดําเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ต่างประเทศ 13. เรื่อง การเข้าร่วมโครงการแบบสํารวจความเชื่อมั่นระดับโลก ( Global Trust Survey Project: GTSP) ของ OECD 14. เรื่อง การภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาองค์กรเครื่องหมายทางเรือระหว่างประเทศ 1 5 เรื่อง การดําเนินการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับ สหพันธ์สาธารณรัฐโซมาเลียและกลุ่มอัล ชาบับ ( Al - Shabaab ) 16. เรื่อง ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือ 2 แม่โขง - ล้านช้าง ประจําปี ค.ศ. 2026 17. เรื่อง ร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง - ล้านช้าง ประจําปี พ.ศ. 2568 18. เรื่อง ร่างถ้อยแถลงร่วมสําหรับโครงการบูรณาการด้านไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ฉบับที่ 7 19. เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมโดยนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยติมอร์ - เลสเต ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีแห่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ - เลสเต 20. เรื่อง การจัดทําบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ - เลสเต ว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคี 21. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารที่จะมีการรับรองในการประชุมระดับผู้นําของการประชุม ว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย ( The Conference on Interaction and Confidence Building Measures in Asia: CICA) ครั้งที่ 7 22. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของรัฐสมาชิกสมาคมประชาชาติ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยความร่วมมือ ด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ 23. เรื่อง ร่างปฏิญญาแสดงเจตจํานงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนด้านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระหว่าง กระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และอธิปไตยทางอุตสาหกรรม พลังงานและดิจิทัล แห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส 24. เรื่อง การให้สัตยาบันสารกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน ( ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security ) แต่งตั้ง 25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข) 26. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารงตําแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สํานักข่าวกรองแห่งชาติ) (สํานักนายกรัฐมนตรี) 27. เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งมอบหมายและมอบอํานาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ประจําสํานัก นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ ในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 7) (คําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 368 / 2569) 28. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สํานักงบประมาณ) (สํานักนายกรัฐมนตรี) 29. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งรองผู้อํานวยการสํานักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ 30. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 31. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ทดแทนตําแหน่งว่างและการสับเปลี่ยนหมุนเวียน) 32. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) 33. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) 34. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) 35. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ) 36. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงอุตสาหกรรม) 37. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การสะพานปลา 38. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) 39. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย ***************************** 4 กฎหมาย 1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ ( MICE )] คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วย การยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... [มาตรการภาษีเพื่ อสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ ( MICE )] ตามที่ กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ สาระสําคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา กค. เสนอว่า 1. อุตสาหกรรม MICE เป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสําคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทุกภูมิภาคของ ประเทศ ซึ่งสํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) ได้เผยแพร่รา ยงาน Thailand MICE Economic and Social Impact 2025 ที่ระบุว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรม MICE สามารถสร้างมูลค่าทาง เศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยได้ 338 , 233 ล้านบาท และสร้างงานให้แก่ประเทศไทยได้ 304 , 932 ตําแหน่ง 2. กค. โดยกรมสรรพากรได้มีการสนับสนุนอุตสาหกรรม MICE โดยการออกมาตรการภาษีเพื่อ สนับสนุนการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าภายในประเทศปี 2565 ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 758) พ.ศ. 2565 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 430) ซึ่งเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สําหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรือ งานแสดงสินค้าภายในประเทศที่ จ่ ายไปตั้ งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ทั้ งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกําหนด 3. คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติได้มีมติเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 เห็นชอบ แนวทางการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวปี 2567 ประเด็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพสูง พร้อมทั้งมอบหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการตามแนวทางการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในระ ยะเร่งด่วน ( Quick Win ) และ ระยะถัดไป เพื่อผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาล โดยขอความอนุเคราะห์กรมสรรพากร พิจารณาดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาทบทวน/ขยายมาตรการจูงใจในการส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจใช้ การจัดประชุมและนิทรรศการเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลา กรและการดําเนินธุรกิจ 4. กค. พิจารณาแล้วเห็นว่า การออกมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม MICE อย่างต่อเนื่อง จะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้านการท่องเที่ยวที่จะสร้างประเทศไทยเป็นจุดหมายการเดินทาง สําคัญในภูมิภาคและยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูงและจะช่วยดึงดูดการจัด กิจกรรมระดับนานาชาติ เพิ่มการใช้จ่ายของนักเดิ นทางคุณภาพ ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจบริการ ที่เกี่ยวเนื่องกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ตลอดจนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสนับสนุน การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยกา ร ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขึ้น โดยการ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ในการ หักรายจ่ายได้ 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สําหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าภายในประเทศที่จ่ายไปตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาตามข้อ 2. ซึ่งได้สิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565 มีสาระสําคัญ ดังนี้ ประเด็น รายละเอียด 1. ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล 5 2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สําหรับเงินได้เป็นจํานวน ร้อยละ 100 ของ รายจ่าย (หักรายจ่ายได้ 2 เท่า) ที่ได้จ่ายเป็น ค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการใน การเข้ าร่วมงาน ออกร้ าน งานนิ ทรรศการ หรื องานแสดงสินค้า ภายในประเทศที่เริ่มจัดระหว่างวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2570 และได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ หลักการถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 3. ระยะเวลาดําเนินการ • ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 4. เงื่อนไข • ต้องมีหนังสือรับรอง จากผู้จัดงานว่าได้เข้าร่วมงานจริง • เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากร ประกาศกําหนด 5. กค. โดยกรมสรรพากรได้ดําเนินการตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัย การเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว ดังนี้ 5.1 ประมาณการการสูญเสียรายได้ โดยคาดว่าจะมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้ สิทธิรวมกันประมาณ 3 , 800 ราย มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าต่อปีอยู่ ที่ประมาณ 3 , 990 ล้านบาท ซึ่งจะ ทําให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 798 ล้านบาท 5.2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1) รายได้และการจ้างงานในอุตสาหกรรม MICE และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง และการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นจากการประมาณการในปี 2568 ว่า อุตสาหกรรม MICE จะสร้างงานให้แก่ประเทศไทยได้ 350 , 672 ตําแหน่ง และหากมีมาตรการสนับสนุนจะสามารถเติบโตได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 - 15 ต่อปี 2) เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น 3) ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของกิจกรรม MICE ในระดับนานาชาติ 2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การปรับปรุงมาตรการ กักขังแทนค่าปรับ) คณะรั ฐมนตรี มี มติ เห็ นชอบร่ างพระราชบั ญญั ติ แก้ ไขเพิ ่ มเติ มประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับ) ตามที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กรมคุมประพฤติซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลมาตรการดังกล่าวหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สํานักงบประมาณ สํานักงาน ก.พ. สํานักงาน ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาแนวทางรองรับผลกระทบด้านภาระงบประมาณ และบุคลากรที่อาจเกิดขึ้นจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แล้วดําเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ต่อไปเพื่อรองรับการใช้มาตรการทางเลือกอื่นในการบังคับโทษปรับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทํางานบริการ สังค มหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ สาระสําคัญของเรื่อง 1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การปรับปรุง มาตรการกักขังแทนค่าปรับ) ที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอเป็นการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (5 กรกฎาคม 2566) ที่มอบหมายให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณา ทบทวนมาตรการกักขังแทน ค่าปรับและดําเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดย คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญา พิจารณาแล้ว เห็น ว่า ปัจจุบันประมวลกฎหมายอาญากําหนดวิธีการบังคับโทษปรับโดยให้ใช้การกักขังแทน ค่าปรับไปพลางก่อนได้ ทําให้ปรากฏปัญหาว่าผู้กระทําความผิดอาญาซึ่งต้องคําพิพากษาปรับหากไม่ชําระค่าปรับ ภายในระยะเวลาที่กําหนด ต้องถูกมาตรการบังคับโทษโดยการกักขังแทนค่าปรับในทันที ซึ่งไม่สอดคล้องกับ 6 หลักการลงโทษปรับที่มุ่งบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับ อีกทั้ง มาตรการการทํางานบริการสังคมแทน แม้กฎหมายจะกําหนดให้ผู้ ต้ องโทษปรับซึ่ งไม่มีเงินชําระยื่ นคําร้องต่ อศาลเพื่ อทํางานบริการสังคมหรือ สาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ หรือศาลเห็นเองว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะทํางานบริการสังคมได้ แต่ในทางปฏิบัติผู้ต้องโทษ ปรับไม่ทราบสิทธินี้จึงไม่มีการร้องขอ และศาลจะไม่สั่งทํางานแทนเนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอจะพิจารณา ว่า ผู้ต้องโทษปรับมีเงินชําระค่าปรับหรือสามารถทํางานบริการสังคมแทนค่าปรับ จึงเห็นควรปรับปรุงบทบัญญัติ เกี่ยวกับการบังคับโทษปรับในประมวลกฎหมายอาญาให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมี หลักการสําคัญ คือ กําหนดให้ศาลใช้มาตรการทางเลือกในการบังคับโทษปรับไว้อย่างชัดเจน เป็นลําดับขั้นตอน และให้มาตรการกักขังแทนค่าปรับเป็นมาตรการสุ ดท้าย สรุปสาระสําคัญได้ดังนี้ 1.1 กําหนดเวลาให้ผู้ต้องโทษปรับต้องชําระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคํา พิพากษาให้ปรับ โดยเพิ่มมาตรการทางเลือกให้ผู้ต้องโทษปรับอาจขอศาลเพื่อผ่อนชําระค่าปรับเป็นงวดได้ ( กําหนดเวลา 30 วันให้ชําระค่าปรับให้ชัดเจน และ เดิม ไม่มีการกําหนดให้มีการผ่อนชําระค่าปรับเป็นงวดไว้ใน กฎหมาย มี เพี ยงกําหนดไว้ ในคําแนะนําของประธานศาลฎี กา ว่ าด้ วยแนวทางการใช้ โทษอาญา พ.ศ. 2563 ซึ่งกําหนดแนวทางการใช้โทษปรับโดยให้มีการผ่อนชําระค่าปรับได้ แต่คําแนะนําไม่มีสภาพบังคับทาง กฎหมาย) 1.2 แก้ไขหลักเกณฑ์ให้ศาลสามารถเรียกประกันให้ชัดเจนขึ้น ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อ ว่าผู้ต้องโทษปรับจะหลีกเลี่ยงไม่ชําระค่าปรับหรือไม่ผ่อนชําระค่าปรับ ( จากเดิม ที่กําหนดให้ศาลเรียกประกันได้เมื่อมี เหตุอันควรสงสัย) 1.3 ปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับเมื่อไม่มีการชําระค่าปรับหรือไม่ผ่อนชําระค่าปรับ ภายในระยะเวลาที่กําหนด โดยกําหนดมาตรการบังคับเป็นลําดับขั้นตอน ดังนี้ 1) ให้ศาลมีคําสั่งยึด ทรัพย์สินหรือ อายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินเพื่อชําระค่าปรับ หรือ ให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้ต้องโทษทํางานบริการสังคม หรือทํางาน สาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ 2) หากผู้ต้องโทษปรับหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคําสั่งศาล หรือจงใจหลีกเลี่ยงการ ชําระค่าปรับ ทั้งที่มีเงินจะชําระได้ ให้ศาลมีคําสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับ ทั้งนี้ โดยคํานึงถึงความจําเป็น ความได้ สัดส่วน และหลักสิทธิมนุษยชน และ 3) ในระหว่างที่ผู้ต้องโทษปรับ ทํางานบริการสังคมแทนค่าปรับ หากผู้ต้องโทษ ปรับมีเงินมาชําระค่าปรับจนครบ ให้ศาลเพิกถอนคําสั่งให้ทํางานบริการ สังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทน ค่าปรับ ( เดิมไม่ได้กําหนดขั้นตอนชัดเจน โดยหากไม่ชําระค่าปรับ จะถูกยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง หรือถูก กักแทนค่าปรับ) 1.4 ปรับปรุงมาตรการทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ โดยเพิ่ มหลักการให้ศาลสอบถามความประสงค์ของผู้ ต้องโทษปรับว่าจะทํางานบริการสังคมหรือทํางาน สาธารณประโยชน์แทนค่าปรับหรือไม่ เพื่อแก้ไขปัญหาทางปฏิบัติในปัจจุบันที่ผู้ต้องโทษปรับไม่ทราบถึงสิทธิของตน ในการขอทํางานบริการสังคม ทําให้การใช้มาตรการทํางานบริการสังคมแทนค่าปรับตั้งแต่วันที่ศาลพิพากษาปรับ เกิดขึ้นน้อย ( เดิม กําหนดไว้เพียงผู้ต้องโทษปรับร้องขอหรือความปรากฏแก่ศาลเองว่าผู้ต้องโทษปรับอยู่ในเกณฑ์ที่จะ ทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์ได้) 1 5 กําหนดให้การทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์อยู่ภายใต้การดูแล ของพนักงานคุมประพฤติเท่านั้น ตามอํานาจหน้าที่ที่กําหนดในพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 ( กําหนดให้ ชัดเจน เพื่อให้กรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบควบคุมดูแลการทํางานบริการสังคมเพียงหน่วยงานเดียว ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับมาตรการทํางานบริการสังคมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เดิม กําหนดให้อยู่ภายใต้การดูแลของ พนักงานคุมประพฤติเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคม การกุศล สาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ที่ยินยอมรับดูแล) 2. การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการกักขังแทนค่าปรับจะ ทํา ให้มีบทบัญญัติกําหนดมาตรการบังคับค่าปรับที่มีความชัดเจนเป็นลําดับขั้นตอน ไม่นําการกักขัง แทนค่าปรับมา 7 ใช้เป็นลําดับแรก เพื่อให้โอกาสผู้ต้องโทษปรับมีเวลานําเงินมาชําระค่าปรับหรือผ่อนชําระค่าปรับ และมีมาตรการ ทางเลือกอื่น เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ยากจนที่ไม่มีเงินชําระค่าปรับ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลเพิ่ม ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และลดภาระของรัฐในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังในสถานกักขังแทนค่าปรับ แต่อย่างไรก็ตาม กําหนดให้การทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับของผู้ต้องโทษปรับอยู่ ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติเท่านั้น อาจส่งผลกระทบให้มีการใช้มาตรการทํางานบริการสังคมหรือทํางาน สาธารณประโยชน์ของผู้ต้องโทษปรับเพิ่มมากขึ้น อันอาจทําให้กรมคุม ประพฤติมีภาระงานเพิ่มขึ้นและมีผลกระทบ ต่อภาระงบประมาณและบุคลากรที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่ง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ขอให้คณะรัฐมนตรี มอบหมายให้กรมคุมประพฤติซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลมาตรการดังกล่าวหารือ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สํานักงบประมาณ สํานักงาน ก.พ. สํานักงาน ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาแนวทางรองรับผลกระทบด้านภาระงบประมาณ และบุคลากรที่อาจเกิดขึ้นจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว แล้วดําเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ต่อไป ประโยชน์และผลกระทบ 1. การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยพระราชบัญญัตินี้มีผล เป็นการปรับปรุงมาตรการ บังคับโทษปรับ โดยให้นํามาตรการทางเลือกในการบังคับโทษปรับมาใช้อย่างชัดเจน เป็นลําดับขั้นตอน และมิให้ ใช้มาตรการกักขังแทนค่าปรับเป็นมาตรการหลัก แต่เปลี่ยนเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อไม่สามารถบังคับโทษปรับ โดยมาตรการทางเลือกอื่นใดได้แล้ว หรือเมื่อผู้ต้องโทษปรับจงใจ ไม่ชําระค่าปรับ แม้จะมีเงินพอชําระ หรือจงใจฝ่า ฝืนคําสั่งหรือเงื่อนไขในการบังคับโทษปรับ และให้ศาลคํานึงถึงความจําเป็น ความได้สัดส่วนและหลักสิทธิมนุษยชน ด้วย เพื่อให้การบังคับโทษปรับสอดคล้องกับหลักการลงโทษปรับที่เป็นการบังคับแก่ทรัพย์สินของผู้ต้องโทษปรับ ไม่อาจใช้มาตรการกักขังแทนค่าปรับที่บังคับแก่เสรีภาพของบุคคลมาทดแทนกันได้ อีกทั้งเป็นการลดความเหลื่อม ล้ําระหว่างการบังคับโทษปรับแก่ผู้กระทําความผิดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน อันเป็นการสร้างความเป็นธรรม ในสังคม ในขณะเดียวกันการปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับทําให้การบังคับโทษปรับ มีประสิทธิภาพเพิ่มมาก ขึ้นและลดภาระของรัฐในการจัดหาสถานที่กักขังแทนค่าปรับและการดูแลผู้ต้องถูกกักขังด้วย 2. การปรับปรุงมาตรการบังคับโทษปรับโดยให้นํามาตรการทางเลือกอื่นมาใช้ก่อน โดยกําหนดให้ การทํางานบริการสังคมหรือทํางานสาธารณประโยชน์แทน ค่าปรับของผู้ต้องโทษปรับอยู่ภายใต้การดูแลของพนักงาน คุมประพฤติเท่านั้น อาจส่งผลกระทบให้มีการใช้มาตรการทํางานบริการสังคมหรือทํางานสา ธารณประโยชน์ของ ผู้ต้องโทษปรับเพิ่มมากขึ้น อันอาจทําให้กรมคุมประพฤติมีภาระงานเพิ่มขึ้นและมีผลกระทบต่อภาระงบประมาณและ บุคลากร ที่เพิ่มขึ้นด้วย 3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตสํารวจการจัดรูปที่ดิน ในท้องที่ตําบลผักแว่น ตําบลดงสิงห์ อําเภอ จังหาร และตําบลสีแก้ว อําเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตสํารวจการจัดรูปที่ดิน ในท้องที่ ตําบลผักแว่น ตําบลดงสิงห์ อําเภอจังหาร และตําบลสีแก้ว อําเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พ.ศ. .... ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดําเนินการต่อไปได้ รวมทั้ง ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับความเห็นของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมไปพิจารณาดําเนินการต่อไปด้วย สาระสําคัญของเรื่อง 1. ในการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ได้มี มติเห็นสมควรให้มีการจัดรูปที่ดิน ในท้องที่ตําบลผักแว่น อําเภอจังหาร และตําบลสีแก้ว อําเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัด ร้อยเอ็ด เนื้อที่ประมาณ 8,200 ไร่ และให้นําเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการตราพระราช กฤษฎีกากําหนดเขตสํารวจการจัดรูปที่ดิน และดําเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ 8 หรือผู้ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจเข้าไปทําการสํารวจพื้นที่ที่จะจัดทําเป็นโครงการจัดรูปที่ดิน และ กรมการปกครองได้ตรวจสอบความถูกต้องของท้องที่การปกครองและแนวเขตปกครองที่ปรากฏในแผนที่ ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณี การตราร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย) แล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อ ดําเนินการ 2. ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ มีสาระสําคัญ เป็น การกําหนดให้พื้นที่ในท้องที่ตําบลผักแว่น ตําบลดงสิงห์ อําเภอจังหาร และตําบลสีแก้ว อําเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด มีเนื้อที่ประมาณ 8,200 ไร่ เป็นเขตสํารวจการจัดรูปที่ดิน เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่ง ปฏิบัติงานร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจเข้าไปทํากา รสํารวจพื้นที่ที่จะจัดทําเป็นโครงการจัดรูปที่ดิน อันเป็น การส่งเสริมเกษตรกรรมของประเทศให้เจริญก้าวหน้า ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีมาตรฐานการครอง ชีพที่สูงขึ้น มีการปรับปรุงและพัฒนาสภาพพื้นที่ให้มีความพร้อมที่จะทําการเกษตร มีการสร้างคูส่งน้ํา คูระบายน้ํา และทางลําเลียงในระดับแปลงนา ส่งเสริมให้มีก ารพัฒนาการเกษตรกรรมและธุรกิจการเกษตร โดยดําเนินการใน รูปแบบเกษตรแบบครบวงจร ทําให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความแน่นอน ลดอัตราเสี่ยงในการผลิตและ การตลาด ยังผลให้เศรษฐกิจของชาติโดยรวมดียิ่งขึ้น ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและมาตรฐานความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ ดีขึ้นในเขต จัดรูปที่ดิน นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีการรวมกลุ่มเพื่อประกอบกิจกรรมในการใช้น้ําเพื่อการเกษตรร่วมกัน มีการเลือกผู้นํากลุ่ม ช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่มอันเป็นการส่งเสริมแนวความคิดการปกครองระบอ บ ประชาธิปไตยให้แก่เกษตรกรในชนบท ซึ่งคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางเห็นชอบด้วยแล้ว และกรมการปกครอง ได้ตรวจสอบความถูกต้องของท้องที่การปกครองและแนวเขตปกครองที่ปรากฏในแผนที่ท้ายร่างพระราช กฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตรา ร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย) ประกอบกับกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องในหลักการ โดยกระทรวงคมนาคมมีความเห็น เพิ่มเติมว่า หากพื้น ที่โครงการดังกล่าวจะต้องดําเนินการตัดผ่านทางหลวงแผ่นดิน ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาดําเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 และที่แก้ไข เพิ่มเติมด้วย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎหรือระเบียบและความเห็ นของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดําเนินงานตามหลักธรรมา ภิ บาลเกิดผลสัมฤทธิ์ หรือประโยชน์ต่อ ภาครัฐและประชาชนเป็นสําคัญ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความเห็นเพิ่มว่า หากมีการดําเนิน โครงการ/กิจกรรม ควรคํานึงถึงศักยภาพข้อจํากัด และความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ ประโยชน์ให้มากที่สุดและมีการ ออกแบบและการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนําหลักธรรมชาติเป็นฐานมา ประยุกต์ใช้ สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า หากได้มีการดําเนินการตาม ขั้นตอนของพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2558 รวมถึงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ ยวข้องโดย ครบถ้วนแล้ว คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติในหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้ และสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการของร่างพระ ราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้ 4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากําหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากําหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ซึ่งสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดําเนินการต่อไปได้ สาระสําคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา 9 สธ. เสนอว่า 1. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐไม่ให้ต้องรับผิดชอบส่วนตัวโดยตรงเมื่อมีผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐให้จ่ายเงิน ชดเชยกรณีเกิดความเสียหายจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและ ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยผู้เสียหายสามารถฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้ แต่จะไม่สามารถ ฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่โดยที่มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ “ หน่วยงานของรัฐ ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วน ท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และ ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่น ของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย ดังนั้น หน่วยงานของรัฐ ที่จะอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ได้ จะต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกา กําหนดให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไว้ด้วย 2. โดยที่ สภาการสาธารณสุขชุมชน ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2556 เพื่อส่งเสริมการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนกําหนดและควบคุมมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ และมิให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคลซึ่งไม่มีความรู้ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของ บุคคลและชุมชน โดยมี ฐานะ เ ป็นนิติบุคคล มิได้มีสถานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่อและ มีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติหรือพระราช กฤษฎีกา ซึ่ง ขณะนี้ยังไม่ได้กําหนดให้สภาการสาธารณสุขชุมชนเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความ รับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดังนั้น สธ. จึงได้จัดทําร่างพระราชกฤษฎีกา กําหนดหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของ สภาการสาธารณสุขชุมชนและบุคลากรของสภาการสาธารณสุขชุมชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตได้รับความคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยมี สาระสําคัญเป็นการเพิ่มเติมให้ “สภาการสาธารณสุข ชุมชน” เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ปัจจุบัน มีหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากําหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 3 แล้ว จํานวน 71 แห่ง การเสนอในเรื่องนี้ จึงเป็นลําดับที่ 72) 3. สภาการสาธารณสุขชุมชนได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและรายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจ เกิดขึ้นจาก ก ฎหมาย ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ( www law go th ) และเว็บไซต์ของสภาการสาธารณสุขชุมชน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 14 มีนาคม 2568 รวมทั้งได้สรุปและเปิดเผยรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบจากก ฎ นั้นแก่ประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ดีร่างพระราช กฤษฎีกาที่เสนอเป็นร่างกฎที่มิได้ใช้บังคับเป็นการทั่วไปกับประชาชน เข้าข่ายกรณีที่ไม่จําเป็นต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ 4 . สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการของ ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้ และเพื่อให้การตราพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว จึงได้ตรวจพิจารณา ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นการล่วงหน้า และได้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกาที่ตรวจ พิจารณาเสร็จแล้วมาเพื่อ นําเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาไปพร้อมกันด้วยแล้ว 5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาตและการ ขอต่ออายุใบอนุญาตผู้ประจําหน้าที่ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับ ใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการขอต่ออายุใบอนุญาตผู้ประจําหน้าที่ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) 10 เสนอ และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดําเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้ คค.รับความเห็น ของสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดําเนินการต่อไปด้วย สาระสําคัญของเรื่อง 1. โดยที่ ปัจจุบันการกํากับดูแลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในระบบขนส่งทางรางยังอาศัยหลักเกณฑ์และ มาตรการภายในของผู้ประกอบกิจการแต่ละราย เป็นสําคัญ โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้กําหนดคุณสมบัติ วิธีการ คัดเลือก การฝึกอบรม และการประเมินสมรรถภาพของพนักงานขับรถขนส่งทางรางและพนักงานควบคุมการเดินรถ ขนส่งทางรางตามมาตรฐานของหน่วยงานตนเอง ซึ่ง อาจมีรายละเอียดและมาตรฐานแตกต่างกัน ทําให้การกํากับ ดูแลในภาพรวมยังขาดมาตรฐานกลางที่ใช้บังคับร่วมกัน ทั่วประเทศ จึงควรกําหนดมาตรฐานกลางเกี่ยวกับ คุณสมบัติ การฝึกอบรม การตรวจสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ตลอดจนกระบวนการออกใบอนุญาตและ ต่อใบอนุญาตสําหรับผู้ประจําหน้าที่ในระบบขนส่งทางราง ซึ่งจะช่วยให้การกํากับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ เป็นมาต ร ฐานเดียวกัน 2 . คค. จึงได้ยก ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการขอต่ออายุใบอนุญาตผู้ประจําหน้าที่ พ.ศ. .... ขึ้นเพื่อกําหนดประเภทใบอนุญาต พนักงานขับรถขนส่งทางรางและใบอนุญาตพนักงานควบคุมรถขนส่งทางรางให้มีความเหมาะสมในแต่ละหน้าที่ และ กําหนดระยะเวลาของใบอนุญาตดังกล่าว รวมทั้ งกําหนดขั้ นตอนการยื่ นคําขอ พร้อมด้วยเอกสารหลักฐาน ประกอบการพิจารณาในการออกใบอนุญาต ตลอดจนหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายและ จิตใจ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประจําหน้าที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย โดยมี รายละเอียด ดังนี้ 1. กําหนดนิยาม เช่น “ใบอนุญาต” หมายความว่า ใบอนุญาตเป็นผู้ประจําหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางราง “สถาบัน” หมายความว่า หน่วยงานหรือสถาบันที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางรางในการฝึกอบรม ความรู้และทักษะในการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจําหน้าที่ ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ “ใบรับรอง” หมายความว่า ใบรับรองการจบหลักสูตรฝึกอบรมผู้ประจําหน้าที่จากสถาบัน “ผู้ประจําหน้าที่” หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ประจําหน้าที่ ได้แก่ พนักงานขับรถขนส่งทางราง พนักงานควบคุมรถขนส่งทางราง หรือพนักงานประเภทอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง “รถขนส่งทางรางในเขตเมือง” หมายความว่า รถขนส่งทางรางที่ให้บริการระบบขนส่งทางรางภายในเขต กรุงเทพมหานครและพื้นที่จังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับกรุงเทพมหานคร ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดฉะเชิงเ ทรา และให้หมายความรวมถึง รถขนส่งทางรางที่ให้บริการเฉพาะภายในพื้นที่จังหวัดนั้น ๆ “รถขนส่งทางรางระหว่างเมือง” หมายความว่า รถขนส่งทางรางที่ให้บริการระบบขนส่งทางรางจังหวัด หนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง หรือให้บริการระหว่างประเทศ ที่มิใช่รถขนส่งทางรางในเขตเมือง 2. กําหนดประเภทและอายุใบอนุญาตผู้ประจําหน้าที่ 2.1 ประเภทระหว่างเมือง ( Intercity Lines ) 2.2 ประเภทในเขตเมือง ( Urban Lines ) 2.3 ประเภทความเร็วสูง ( High Speed Train ) 2.4 ประเภทอื่น ๆ ตามที่อธิบดีกรมการขนส่งทางรางกําหนด โดยให้มีอายุไม่เกิน 5 ปี 3. กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต 11 3.1 ผู้ใดประสงค์จะขอใบอนุญาตให้ยื่นคําขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยตรงทางไปรษณีย์ตอบรับหรือผ่าน ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่กรมการขนส่งทางรางกําหนด พร้อมด้วยเอกสารหลักฐาน เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบรับรอง การทดสอบด้านจิตวิทยา ใบรับรองการผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันที่กรมการขนส่งทา งรางรับรอง 3.2 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับคําขอและเอกสารหลักฐานครบถ้วนแล้วให้ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอ ภายใน 30 วัน 4. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการต่ออายุใบอนุญาต 4.1 ผู้ประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นคําขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวิธีการที่กําหนดในข้อ 3 1 ภายใน 90 วัน ก่อนใบอนุญาตหมดอายุ 4.2 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับคําขอและเอกสารหลักฐานครบถ้วนแล้วให้ต่ออายุใบอนุญาตไม่เกิน 5 ปี โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่หมดอายุ 4.3 หากยื่นคําขอต่ออายุใบอนุญาตภายหลังจากใบอนุญาตเดิมหมดอายุให้ต่ออายุใบอนุญาตไม่เกิน 5 ปี โดยเริ่มนับแต่วันที่ต่ อ อายุ 5. เบ็ดเตล็ด 5.1 กําหนดแบบใบอนุญาตให้เป็นไปตามแนบท้ายกฎกระทรวง 5.2 หากมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติมข้อมูลผู้รับใบอนุญาตต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบถึงกรณีดังกล่าว 2.3 ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ( www law go th ) และเว็บไซต์ของกรม การขนส่งทางราง ( www drt go th ) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายให้สอดคล้องและเป็นไปตาม มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทําร่างกฎหมายและ การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ในระหว่างวันที่ 9 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2569 รวม 31 วัน มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น จํานวน 207 ราย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ วิธีการ ที่กําหนดไว้ในร่าง กฎกระทรวงดังกล่าว รวมทั้งได้จัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายด้วยแล้ว เศรษฐกิจ - สังคม 6. เรื่อง การจัดทํามาตรฐานสถิติของสํานักงานสถิติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่ อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ ดังนี้ 1. กรอบการดําเนินงานด้านสถิติภัยพิบัติระดับสากล ( Global Disaster - related Statistics Framework: G - DRSF) ( ฉบับภาษาไทย) (กรอบ G - DRSF) และแบบฟอร์มมาตรฐานกลางจัดเก็บข้อมูลผู้ประสบภัย 2. มาตรฐานการผลิตสถิติ จํานวน 3 มาตรฐาน (5 ตัวแปร) ได้แก่ 2.1) มาตรฐานการผลิตสถิติ : การฉ้อโกงทางเทคโนโลยี ประกอบด้วย 3 ตัวแปร ได้แก่ (1) ตัวแปร : ประเภทคดีฉ้อโกงทางเทคโนโลยี (2) ตัวแปร : วิธีการได้ไปซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ (3) ตัวแปร : ช่องทางการโอนหรือส่งมอบทรัพย์สิน 2.2) มาตรฐานการผลิตสถิติ ตัวแปร : ศาสนา 2.3) มาตรฐานการผลิตสถิติ ตัวแปร : เขตพื้นที่ภูมิศาสตร์ 3. มาตรฐานการนําเสนอสถิติ จํานวน 2 มาตรฐาน ได้แก่ 3.1) สัญลักษณ์ในตารางสถิติ 12 3.2) แนวทางการจัดทํารายงานสถิติ สาระสําคัญของเรื่อง 1. เรื่องนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความ เห็นชอบการจัดทํามาตรฐานสถิติของสํานักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งมาตรฐานสถิติเป็นข้อกําหนดที่ให้หน่วยงานนําไปใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติ ทั้งจากการสํารวจและการบริหารงานเพื่อผลิตสถิ ติให้สามารถบูรณาการและใช้ ประโยชน์ร่วมกันได้ แม้เป็นสถิติที่จัดทําขึ้นจากต่างแหล่งข้อมูลและต่างเวลา ทําให้เกิดความคุ้มค่าของการใช้ ทรัพยากรในการผลิตสถิติของประเทศ ซึ่งจะทําให้สถิติของประเทศมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งในครั้งนี้ ดศ. โดยสํานัก งานสถิติแห่งชาติ ได้ศึกษาและจัดทํามาตรฐานการผลิตสถิติที่สําคัญในการพัฒนาคุณภาพ สถิติทางการ ดังนี้ ประเภท รายการ วัตถุประสงค์ 1. มาตรฐานกรอบแนวคิดและ วิธีการ (ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ กําหนดมาตรฐานกรอบแนวคิด และวิธีการมาแล้ว 3 มาตรฐาน) กรอบการดําเนินงานด้านสถิติภัย พิบัติระดับสากล (ฉบับภาษาไทย) และแบบฟอร์มมาตรฐานกลาง จัดเก็บข้อมูลผู้ประสบภัย เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการ จัดทําและใช้สถิติที่เกี่ยวข้องกับ ภัยพิบัติให้มีความสอดคล้องและ เป็นระบบ โดยมีการจัดทํา แ บบฟอร์ม มาตรฐานกลางเพื่อให้การจัดเก็บ ข้อมูลประสบภัยเป็นระบบและ มีประสิทธิภาพในการให้ความ ช่วยเหลือ 2. มาตรฐานการผลิตสถิติ (ที่ ผ่ านมาประเทศไทยได้ กําหนด มาตรฐานการผลิตสถิติมาแล้ว 7 มาตรฐาน) (1) มาตรฐานการผลิตสถิติ : การฉ้อโกงทางเทคโนโลยี ตัวแปร : ประเภทคดีฉ้อโกงทาง เทคโนโลยี ตัวแปร : วิธีการได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ ตัวแปร : ช่องทางการโอนหรือส่ง มอบทรัพย์สิน เพื่อให้การรวบรวมข้อมูลการเคราะห์ ข่าวกรองและการสืบสวน ส อบสวน คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะคดี ฉ้ อโกงออนไลน์ เป็ นไปอย่ างมี ประสิ ทธิ ภาพมี มาตรฐานเดี ยวกั น ซึ ่ งจะช่ วย ส น ั บ ส น ุ น ก า ร ท ํา ง า น ข อ ง สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้อย่าง เต็มศักยภาพ (2) มาตรฐานการผลิตสถิติ ตัวแปร : ศาสนา เป็ นตั วแปรพื ้ นฐานสําคั ญของ ข้ อมู ลบุ คคลที ่ มี การนํามาใช้ ประโยชน์ในเชิงสถิติประชากร แ ล ะ ส ั ง ค ม อ ย ่ า ง แ พ ร ่ ห ล า ย สามารถนํามาใช้ในการวิเคราะห์ หรืออธิบายตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้หลายมิติ (3) มาตรฐานการผลิตสถิติ ตัวแปร : เขตพื้นที่ภูมิศาสตร์ เป็นตัวแปรพื้นฐานสําคัญที่มีการ จัดเก็บทุกหน่วยงานและเป็นหนึ่ง ในนโยบายด้านมาตรฐานสถิติใน การผลิตสถิติทางการ ที่กําหนดให้ หน่วยสถิติจัดทําข้อมูล โดยแบ่ง 13 เขตพื้นที่ภูมิศาสตร์ตามมาตรฐาน ที่กําหนด 3. มาตรฐานการนําเสนอสถิติ (ที่ ผ่ านมาประเทศไทยยั งไม่ เคย กําหนดมาตรฐานการนําเสนอ สถิติ) (1) สัญลักษณ์ในตารางสถิติ เ พ ื ่ อ ก ํา ห น ด เ ป ็ น ม า ต ร ฐ า น สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนําเสนอใน ตารางสถิติให้มีรูปแบบการนําเสนอ และให้ คํานิ ยามเดี ยวกั น และ เพื่อให้ผู้นําเสนอและผู้ใช้ข้อมูล สื่อสารตรงกัน ไม่เกิดความสับสน สามารถแปลความหมายและ นําไปใช้ได้อย่างถูกต้อง (2) แนวทางการจัดทํารายงาน สถิติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ เป็ นแนว ทางในการก ํา ห น ด องค์ประกอบของเนื้อหารายละเอียด และวิธีการนําเสนอที่ถูกต้องเป็น มาตรฐานเดียวกัน ที่ผู้ใช้สามารถ เข้าใจและนําข้อมูลสถิติที่ได้จาก รายงานไปใช้งานได้อย่างถูกต้อง 2. กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่ นคงของมนุษย์ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และสํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พิจารณา แล้ว เห็นชอบในหลักการ/ไม่มีข้อขัดข้อง โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประการ เช่น ควรพัฒนากลไกระหว่าง สํานักงานสถิติแห่งชาติและหน่วยงานเจ้าของข้อมูลในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติใน ระดับพื้นที่ให้มีความครบถ้วน เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบ ความสูญเสีย และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อการนําข้อมูลไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงการบริหารจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 7. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 4/2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัด นราธิวาส ยกเว้นอําเภอยี่งอ อําเภอแว้ง และอําเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอําเภอยะหริ่ง อําเภอปะนาเระ อําเภอมายอ อําเภอไม้แก่น อําเภอทุ่งยางแดง อําเภอกะพ้อ และอําเภอแม่ลาน และจังห วัดยะลา ยกเว้นอําเภอเบตง อําเภอยะหา อําเภอรามัน อําเภอกาบัง และอําเภอกรงปินัง ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่20 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2570 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 86 2. เห็นชอบและรับทราบร่างประกาศฯ รวม 3 ฉบับ ดังนี้ 2.1 เห็นชอบร่างประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี ความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอําเภอยี่งอ อําเภอแว้งและอําเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้น อําเภอยะหริ่ง อําเภอปะนาเระ อําเภอมายอ อําเภอไม้แก่น อําเภอทุ่งยางแดง อําเภอกะพ้อ และอ ําเภอแม่ลาน และ จังหวัดยะลา ยกเว้นอําเภอเบตง อําเภอยะหา อําเภอรามัน อําเภอกาบัง และอําเภอกรงปินัง 2.2 เห็นชอบร่างประกาศ เรื่อง การให้ประกาศที่คณะรัฐมนตรีกําหนดตามประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ 14 2.3 รับทราบร่างประกาศ เรื่อง การให้ประกาศและคําสั่งที่นายกรัฐมนตรีกําหนดตาม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ สาระสําคัญของเรื่อง 1. การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้มีการใช้พระราชกําหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ออก ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2548 (รวม 33 อําเภอ) และได้มีการขยายระยะเวลาจนถึง ปัจจุบัน รวม 85 ครั้ง (ปัจจุบันมี 18 อําเภอ) โดยมีระยะเวลาการใช้บังคับครั้งละ 3 เดือน ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งกําหนดให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมี ระยะเวลาต้องไม่เกิน 3 เดือนนับแต่วันประกาศ และ ให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราว ๆ คราว ละไม่เกิน 3 เดือน โดยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และ จังหวัดยะลา (รวม 18 อําเภอ) ล่าสุด จะครบ กําหนดการขยายระยะเวลาในวันที่ 19 ตุลาคม 2569 2. สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติจึงได้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื ่ อพิ จารณา ซึ ่ งในคราวประชุ มคณะกรรมการบริ หารสถานการณ์ ฉุ กเฉิ น ครั ้ งที ่ 4/2569 เมื ่ อวั นที่ 28 กันยายน 2569 เห็นว่าเนื่องจากยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นควรขยายระยะเวลาการ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอําเภอยี่งอ อําเภอแว้ง และ อําเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอําเภอยะหริ่ง อําเภอปะนาเระ อําเภอมายอ อําเภอไม้แก่น อําเภอทุ่งยางแดง อําเภอกะพ้อ และอําเภอแม่ลาน และจังหวัดยะล า ยกเว้นอําเภอเบตง อําเภอยะหา อําเภอรามัน อําเภอกาบัง และอําเภอกรงปินัง ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2570 (พื้นที่คงเดิม) ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 86 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการป้องกัน ระงับ ยับยั้งเหตุการณ์ในพื้นที่ให้ยุติลงโดยเร็ว รวมทั้งหากไม่มีการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความ ร้ายแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะส่งผลให้ผู้ก่อเหตุความรุนแรงที่อยู่ในก ารควบคุมตัวในกระบวนการซักถาม ของฝ่ายความมั่นคงและที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลต่อการสืบสวน สอบสวนเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานในการดําเนินคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3. เรื่ องนี้ เป็นการดําเนินการตามมาตรา 5 มาตรา 7 และมาตรา 11 แห่งพระราชกําหนด การบริ หารราชการในสถานการณ์ ฉุ กเฉิ น พ.ศ. 2548 ซึ ่ งบั ญญั ติ ให้ ในกรณี ที ่ สถานการณ์ ฉุ กเฉิ นมี การก่ อการร้ าย การใช้กําลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทําที่มีความรุนแรงกระทบ ต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล และมีความจําเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไข ปัญหาให้ยุติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอํานาจ ประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกําหนด แต่ต้องไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันประกาศ ในกรณีที่มีความ จําเป็นต้องข ยายระยะเวลาให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอํานาจประกาศขยาย ระยะเวลาการใช้บังคับออกไปอีกเป็นคราว ๆ คราวละไม่เกิน 3 เดือน จึงเข้าข่ายเป็นเรื่ องที่ ต้องเสนอ คณะรัฐมนตรีตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 จึงเห็นควรนําเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป โดยที่เรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน [รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เป็นประธาน] ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่งประกอบด้วย กรรมการในระดับรัฐมนตรีหรือหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ ขึ้ นตรงต่อนา ยกรัฐมนตรี จากกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สํานักข่าวกรองแห่งชาติ และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นองค์ประกอบ โดย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ และไม่มีการบันทึกข้อ ค้านของคณะกรรมการฯ 15 8. เรื่อง แนวทางการจัดทํางบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ตามข้อ 1 และปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ตามข้อ 2 ตามที่สํานักงบประมาณ (สงป.) เสนอ สาระสําคัญของเรื่อง สํานักงบประมาณขอเสนอแนวทางการจัดทํางบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่าย ประจําปี งบประมาณ พ.ศ. 2571 เพื ่ อให้ หน่ วยรั บงบประมาณใช้ เป็ นแนวทางประกอบการวางแผนการดําเนิ นงาน และกําหนดแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับการดําเนินงานของรัฐบาล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณ พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทําร่างกฎหมายและกา รประเมินผลสัมฤทธิ์ของ กฎหมาย พ.ศ. 2562 ตลอดจนมติคณะรัฐมนตรีและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสําคัญ ดังนี้ 1. แนวทางการจัดทํางบปร