1 http://www.thaigov.go.th (โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เปนทางการจากสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง) วันนี้ 22 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม เปนประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ หองประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทําเนียบรัฐบาล สรุปสาระสําคัญดังนี้ กฎหมาย 1. เรื่อง รางพระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2. เรื่อง รางกฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 3. เรื่อง รางกฎกระทรวงวาดวยหลักเกณฑและเงื่อนไขการกําหนดเขตระบบรถขนสงทางรางและเขต ปลอดภัยระบบรถขนสงทางราง พ.ศ. .... 4. เรื่อง รางพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนาน พ.ศ. ... 5. เรื่อง รางกฎกระทรวงกําหนดสิ่งของหรือของเสียอื่นเปนขยะ พ.ศ. .... 6. เรื่อง รางระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยคณะกรรมการนโยบายทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ พ.ศ. .... 7. เรื่อง รางประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การใหใชบังคับผังเมืองรวมเมืองแมฮองสอน พ.ศ. .... (แกไข เพิ่มเติมกฎกระทรวงใหใชบังคับผังเมืองรวมเมืองแมฮองสอน พ.ศ. 2556) เศรษฐกิจ - สังคม 8. เรื่อง การมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี 9. เรื่อง การขออนุมัติกอหนี้ผูกพันเกินกวาหรือนอกเหนือไปจากที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2549 10. เรื่อง การดําเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแหงรัฐ ป 2569 เพิ่มเติม 11. เรื่อง การขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการไทยชวยไทย พลัส และขอเสนอโครงการไทยชวยไทย พลัส (เพิ่มเติม) ภายใตพระราชกําหนดใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อแกไขปญหาผลกระทบจาก สถานการณวิกฤตดานพลังงานและสรางการเปลี่ยนผานดานพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 12. เรื่อง เงินกูจากธนาคารโลกสําหรับโครงการเมืองคารบอนต่ําและการพัฒนาตลาดคารบอนของธนาคาร เพื่อการสงออกและนําเขาแหงประเทศไทย 13. เรื่อง ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสํารองจาย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปน เพื่อซื้อประกันภัยพิบัติใหกับประชาชน 14. เรื่อง ขออนุมัติยกเลิกรายการกอหนี้ผูกพันขามปงบประมาณสําหรับโครงการภายใตแผนงานบูรณาการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ําของกรมอุตุนิยมวิทยา 15. เรื่อง การขยายผลการใชงานแพลตฟอรมรับแจงและบริหารจัดการปญหาเมือง ( Traffy Fondue ) เปนบริการกลางของภาครัฐทั่วประเทศ 16. เรื่อง มาตรการเพื่อปองกันความเสี่ยงตอการทุจริตในการดําเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน 17. เรื่อง ขอเสนอมาตรการปองกันการทุจริตในการสอบเขาทํางานภาครัฐ 18. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ประจําป งบประมาณ พ.ศ. 2568 19. เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใหเงินอุดหนุนเพื่อชวยเหลือแกภาคเอกชนตามโครงการของรัฐ (ขอหารือเกี่ยวกับการดําเนินการตามกฎหมายวาดวยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในการเรียกคืน เงินอุดหนุน ดอกเบี้ยและคาปรับตามมาตรการสนับสนุนการใชยานยนตไฟฟา ประเภทรถยนตและ รถจักรยานยนต) 2 ตางประเทศ 20. เรื่อง การชําระคาบํารุงสมาชิกภาพศูนยการพัฒนาขององคการเพื่อความรวมมือทางเศรษฐกิจและ การพัฒนา ( OECD Development Centre ) 21. เรื่อง ขอความเห็นชอบ (ราง) บันทึกความตกลงโครงการสงเสริมที่อยูอาศัยประหยัดพลังงานและเปนมิตร ตอสิ่งแวดลอมในประเทศไทย ภายใตการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดลอมโลก ( GEF ) 22. เรื่อง รางบันทึกความรวมมือระหวางกระทรวงคมนาคมแหงราชอาณาจักรไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสรางพื้นฐาน การขนสง และการทองเที่ยวแหงญี่ปุน ดานแผนงาน นโยบาย เทคโนโลยีการจราจร และการจัดการความปลอดภัยทางถนน 23. เรื่อง ขอความเห็นชอบรางกรอบการดําเนินงานวาดวยการพัฒนาและความรวมมือดานการขนสง อยางยั่งยืนระดับโลก 24. เรื่อง รางแถลงการณรวมรัฐมนตรีขนสงเอเปค ครั้งที่ 12 25. เรื่อง ขอความเห็นชอบตอรางปฏิญญาทางการเมืองของการประชุมระดับสูงของสมัชชาสหประชาชาติ วาดวยการปองกัน การเตรียมความพรอม และการตอบสนองตอการระบาดใหญ แตงตั้ง 26. เรื่อง การแตงตั้งขาราชการพลเรือนสามัญใหดํารงตําแหนงประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ) 27. เรื่อง การแตงตั้งกรรมการผูทรงคุณวุฒิ (ดานเศรษฐศาสตร) ในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแหงชาติ 28. เรื่อง การแตงตั้งกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑยาสูบแหงชาติ (กระทรวงสาธารณสุข) 29. เรื่อง การโอนขาราชการพลเรือนสามัญเพื่อแตงตั้งใหดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับสูง (สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี) (สํานักนายกรัฐมนตรี) 30. เรื่อง การแตงตั้งขาราชการพลเรือนสามัญใหดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง) 31. เรื่อง การแตงตั้งขาราชการพลเรือนสามัญใหดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการตางประเทศ) 32. เรื่อง การแตงตั้งขาราชการพลเรือนสามัญใหดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม) 33. เรื่อง การแตงตั้งขาราชการพลเรือนสามัญใหดํารงตําแหนงประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวัฒนธรรม) 34. เรื่อง การแตงตั้งขาราชการการเมือง (สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) 35. เรื่อง การแตงตั้งกรรมการผูชวยรัฐมนตรี (สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) 36. เรื่อง การแตงตั้งกรรมการผูทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟาขนสงมวลชนแหงประเทศไทย ***************************** 3 กฎหมาย 1. เรื่อง รางพระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการรางพระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับ ที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (พม.) เสนอ สาระสําคัญของเรื่อง 1 . รางพระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยเสนอ มีสาระสําคัญเปนการ แกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ใหมีประสิทธิภาพมากขึ้นดวยการปรับปรุงกระบวนการบังคับใช เพื่อให ตอบสนองตอความตองการของคนพิการอยางตรงจุด เชน แกไขเพิ่มเติมบทนิยามคําวา “คนพิการ” โดยให หมายความถึงบุคคลที่เปนออทิสติกดวยและเพิ่มนิยามคําวา “การเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแหงความพิการ” เพื่อ กําหนดการกระทําที่มีลักษณะเปนการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรม กําหนดใหมีคณะกรรมการแบงเปน 5 คณะ ไดแก คณะกรรมการสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มีหนาที่ เชน เสนอนโยบาย แผนหลักและโครงการ เกี่ยวกับการสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กําหนดระเบียบเกี่ยวกับการกํากับดูแลและตรวจสอบ การดําเนินงานของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมตอคนพิการ (ปรับปรุงหนาที่ใหสอดคลองกับ คณะกรรมการขจัดการเลือกโดยไมเปนธรรมตอคนพิการ) คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมตอคน พิการ มีหนาที่ เชน วินิจฉัยปญหาที่ มีการยื่ นคํารองวามีการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมตอค นพิการและ ออกคําสั่งคุมครองชั่วคราวกอนมีคําวินิจฉัยเพื่อคุมครองหรือบรรเทาทุกขแกบุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรม ตอคนพิการ (เดิมมิไดกําหนดไว) คณะกรรมการบริหารกองทุน มีหนาที่ เชน บริหารกองทุน รวมทั้งดําเนินการ เกี่ยวกับการลงทุนเพื่อจัดหาผลประโยชนและรายไดแกกองทุนและการจัดการกองทุน ใหเปนไปตามระเบียบที่ คณะกรรมการกําหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง (ยกระดับจากคณะอนุกรรมการเปนคณะกรรมการ) คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดําเนินงานของกองทุน มีหนาที่ เชน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การดําเนินงานของกองทุน และรายงานผลการปฏิบัติงาน พรอมทั้งขอเสนอแนะคณะกรรมการและ คณะกรรมการ สงเสริมและกํากับการเขาถึงสภาพแวดลอมไดโดยสะดวก มีหนาที่ เชน ประกาศกําหนดเกณฑชี้วัดและใหการรับรอง มาตรฐานของอุปกรณ เครื่องมือหรืออุปกรณนําทาง สิ่งอํานวยความสะดวก เครื่องชวยความพิการ ภาษามือ หรือการ จัดบริการในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการขนสง ขอมูลขาวสาร การสื่อสารบริการ โทรคมนาคม เทคโนโลยี สิ่ง อํานวยความสะดวก บริการสื่อสาธารณะ หรือบริการสาธารณะอื่น (เดิมมิไดกําหนดไว) และปรับปรุงสิทธิของคน พิการ ใหมีสิทธิเขาถึงและใชประโยชนไดจากสภาพแวดลอม สิ่งอํานวยความสะดวกอันเปนสาธารณะ ตลอดจน สวัสดิการและความชวยเหลืออื่นจากรัฐ ไมวาจะเปนการเขาถึงสภาพแวดลอมทางกายภาพ การขนสง ขอมูลขาวสาร การสื่อสาร บริการโทรคมนาคม เทคโนโลยีสิ่งอํานวยความสะดวก บริการสื่อสาธารณะจากหนวยงานของรัฐหรือ เอกชน รวมทั้งผลิตภัณฑที่มีความจําเปนตอการดํารงชีวิต รวมถึง กําหนดใหมีสิทธิไดรับคาชดเชยและเยียวยา หรือ คาเสียหาย ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมตอคนพิการมีคําวินิจฉัยวามีการเลือกปฏิบัติ โดยไมเปนธรรมตอคนพิการ กําหนดใหบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล สามารถจัดตั้งศูนยบริการคนพิการ โดยเรียก เก็บคาบริการจากคนพิการหรือผูดูแลคนพิการได รวมทั้งกําหนด บทกําหนดโทษ ในกรณีที่ไมปฏิบัติตามคําสั่งของ คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมตอคนพิการตามมาตรา 16/4 (กรณีที่มีคําสั่งใหชดเชยหรือเยียวยา ผูเสียหาย) 2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ไดจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นราง พระราชบัญญัติในเรื่องนี้ และไดจัดทําสรุปผลการรับฟงความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะหผลกระทบที่อาจ เกิดขึ้ นจากกฎหมายตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติหลักเกณฑ การจัดทํารางกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2566 แลว สวนใหญเห็นชอบดวย รวมทั้งให จัดทําแผนในการจัดทํากฎหมายลําดับรองกรอบระยะเวลา และกรอบสาระสําคัญของกฎหมายลําดับรองที่ออกตาม รางพระราชบัญญัติดังกลาวรวม 35 ฉบับ ซึ่งเรื่องดังกลาวเปนไปตามมติคณะรัฐมนตรี ( 19 เมษายน 2559 และ 24 มกราคม 2560 ) ที่ใหทุกสวนราชการเสนอแผนในการจัดทํากฎหมายลําดับรอง กรอบสาระสําคัญ และกรอบ ระยะเวลาของกฎหมายลําดับรอง เพื่อใหคณะรัฐมนตรีรับทราบและติดตามตอไป จึงเห็นสมควรเสนอคณะรัฐมนตรี 4 รับทราบแผนในการจัดทํากฎหมายลําดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสําคัญของกฎหมายลําดับรองที่ออก ตามรางพระราชบัญญัติดังกลาว 2. เรื่อง รางกฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการรางกฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือรับรองการ ขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (ทส.) เสนอ และ ใหสงสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แลวดําเนินการตอไปได สาระสําคัญของเรื่อง 1. พระราชบัญญัติสวนปา พ.ศ. 2535 มีสาระสําคัญเปนการสงเสริมใหมีการปลูกสรางสวนปา เพื่อการคาในที่ดินของรัฐและเอกชนใหกวางขวางยิ่งขึ้น แตจํากัดเฉพาะที่เปนไมหวงหามตามกฎหมายปาไมเทานั้น ซึ่ งไมเหมาะสมและเปนอุปสรรคตอการสนับสนุนและสงเสริมใหมีการปลูกสรางสวนปา จึงไดประกาศใช พระราชบัญญัติสวนปา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 และไดกําหนดบัญชีตนไมไวทายพระราชบัญญัติ จํานวน 58 ชนิด แทนชนิดของตนไมเดิมตามพระราชบัญญัติสวนปา พ.ศ. 2535 สําหรับทําการปลูกและบํารุงรักษาในที่ดินที่ไดขึ้น ทะเบียนไว และบัญญัติใหสามารถปรับปรุงแกไขชนิดของตนไมตามบัญชีทายพระราชบัญญัติโดยใหกระทําเปนพระ ราชกฤษฎีกา โดยการขึ้นทะเบียนที่ดินดังกลาวจะทําใหเจาของที่ดินไดประโยชน เชน การขอขึ้นทะเบียนไมที่มีตรา แสดงความเปนเจาของไมเพื่อนําออกใชการขอหนังสือ การตัดหรือโคนไมที่ไดจากการทําสวนปา สงผลใหผูซื้อผูขาย ทราบไดวาไมที่ซื้อขายเปนไมที่ถูกรับรองโดยหนวยงานราชการอันเปนประโยชนตอภาคอุตสาหกรรมปาไมและเปน การสงเสริมและสนับสนุนใหมีการปลูกสรางสวนปายิ่งขึ้น ตอมาบัญชีตนไมทายพระราชบัญญัติสวนปาฯ ไมสามารถ ตอบสนองตอความตองการของประชาชนและภาคอุตสาหกรรมไม จึงไดออกพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงชนิดของ ตนไมตามบัญชีตนไมตามกฎหมายวาดวยสวนปา พ.ศ. 2569 โดยปรับปรุงแกไขชนิดของตนไมจากเดิมจํานวน 58 ชนิด เปนจํานวน 211 ชนิด ใหใชเปนบัญชีตนไมตามกฎหมายวาดวยสวนปาแทนบัญชีทายพระราชบัญญัติ ดังกลาว เชน กระเจา กระโดน กระถินยักษ 2. ปจจุบันการขอขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปามี หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขตาม กฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดิน เปนสวนปา พ.ศ. 2561 โดยกําหนดใหผูมีสิทธิในที่ดินและประสงคจะขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปา ยื่นคําขอ พรอม เอกสารหลักฐานตอนายทะเบียน หากพนักงานเจาหนาที่ ตรวจสอบเอกสาร แลวถูกตองครบถวน จะออกใบรับคําขอ และแจงวันเวลาในการตรวจสอบพื้นที่ใหผูขอขึ้นทะเบียนทราบเปนลายลักษณอักษร เมื่อพนักงานเจาหนาที่ออกไป ตรวจสอบสถานที่ตั้ง สภาพที่ดิน ชนิดของพันธุไมและจํานวนตนไมแลว จะรายงานผลการตรวจสอบตอนายทะเบียน หากนายทะเบียนพิจารณารับขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปา นายทะเบียนจะ ออกหนังสือรับรอง การขึ้นทะเบียนที่ดิน เปนสวนปาใหแกผูขอขึ้นทะเบียนตอไป และทายกฎกระทรวงนี้ไดกําหนดชนิดของพันธุไมที่เหมาะสมในการทําสวนปา ในแตละพื้นที่ จํานวน 58 ชนิด ดังนั้น เพื่อใหการขอขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเปน สวนปาเปนไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวของ ทส. จึงไดจัดทํารางกฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียน และการออกหนังสือ รับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อปรับปรุงบัญชีรายชื่อชนิด ของพันธุไมที่เหมาะสมในการทําสวนปาในแตละพื้นที่เปนจํานวน 211 ชนิด ใหสอดคลองกับพระราชกฤษฎีกา ปรับปรุงชนิดของตนไมตามบัญชีตนไมตามกฎหมายวาดวยสวนปา พ.ศ. 2569 (เปนรายชื่อชนิดของพันธุไมเดียวกัน ทั้ง 211 ชนิด) 3. ทส. โดยกรมปาไมจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นตอรางกฎกระทรวงดังกลาวตั้ งแตวันที่ 26 กุมภาพันธ 2569 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2569 รวม 31 วัน ผานเว็บไซตระบบกลางทางกฎหมาย ( www.law.go.th ) เว็บไซตกรมปาไม ( www.forest.go.th ) เว็บไซตสํานักเศรษฐกิจการปาไม ( www.forest.go.th/cert/ ) โดยมีผูแสดง ความคิดเห็น จํานวน 103 ราย ซึ่งสวนใหญเห็นดวย กับการกําหนดชนิดของพันธุไมที่เหมาะสมกับการทําสวนปาใน แตละพื้นที่ตามภาค คิดเปนรอยละ 87 และสวนใหญเห็นดวย กับบัญชีรายชื่อชนิดของพันธุไมที่เหมาะสมในการทํา สวนปาแตละพื้นที่ทายรางกฎกระทรวงฯ คิดเปนรอยละ 92 รวมทั้งไดจัดทําสรุปผลการรับฟงความคิดเห็น รายงาน การวิเคราะหผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และเปดเผยผานเว็บไซตระบบกลางทางกฎหมายแลว 5 4. ในคราวประชุม คณะกรรมการพัฒนา ปรับปรุง แกไขเพิ่มเติมกฎหมายวาดวยการปาไม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ประชุมมีมติดังนี้ (1) เห็นชอบในหลักการของรางกฎกระทรวง การขอ ขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยใหสํานักเศรษฐกิจ การปาไม กรมปาไม ตรวจสอบรายชื่ อชนิดของพันธุ ไมที่ เหมาะสมในการทําสวนปาแตละพื้ นที่ ดวย และ (2) มอบหมายสํานักเศรษฐกิจการปาไม กรมปาไม เสนอ ทส. เพื่อพิจารณาดําเนินการตามขั้นตอนตอไป ทั้งนี้ กรมปา ไมไดดําเนินการเรียบรอยแลว 5. ทส. ไดเสนอรางกฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน ที่ดินเปนสวนปา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อปรับปรุงบัญชีรายชื่อของพันธุไมที่เหมาะสมในการทําสวนปาในแตละพื้นที่ ทายกฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือ รับรองการขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปา พ.ศ. 2561 ใหสอดคลองกับพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงชนิดของตนไมตามบัญชีตนไมตามกฎหมายวาดวยสวนปา พ.ศ. 2569 ซึ่งมี สาระสําคัญ ดังนี้ ประเด็น รายละเอียดรางกฎกระทรวงฯ 1. วันที่มีผลใชบังคับ ใหใชบังคับตั้งแตวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (เพื่อใหมีผลใชบังคับวันเดียวกับพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงชนิดของตนไม ตามบัญชีกฎหมายวาดวยสวนปา พ.ศ. 2569) 2. การกําหนดรายชื่อชนิดของพันธุไม ใหยกเลิกบัญชีรายชื่อชนิดของพันธุไมที่เหมาะสมในการทําสวนปาแตละ พื้นที่ทายกฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนและการออกหนังสือรับรองการ ขึ้นทะเบียนที่ดินเปนสวนปา พ.ศ. 25 6 1 และ ใหใชบัญชีรายชื่อชนิดของ พันธุไมที่เหมาะสมในการทําสวนปาแตละพื้นที่ทายกฎกระทรวงนี้ แทน 3. บั ญชี รายชื่ อชนิดของพันธุ ไมที่ เหมาะสมในการทําสวนปาแตละพื้นที่ ตามภาค จํานวน 211 ชนิด เชน 1. กระเจา กระเชา Holoptelea integrifolia ( Roxb.) Planch 2. กระโดน ปุย Careya arborea Roxb. 3. กระถินยักษ Leucaena leucocephala (Lam .) de Wit 3. เรื่อง รางกฎกระทรวงวาดวยหลักเกณฑและเงื่อนไขการกําหนดเขตระบบรถขนสงทางรางและเขตปลอดภัย ระบบรถขนสงทางราง พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการรางกฎกระทรวงวาดวยหลักเกณฑและเงื่อนไขการกําหนดเขต ระบบรถขนสงทางรางและเขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางราง พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให สงสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แลวดําเนินการตอไปได รวมทั้งใหกระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาดําเนินการตอไป ดวย สาระสําคัญของเรื่อง 1. พระราชบัญญัติการขนสงทางราง พ.ศ. 2568 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กําหนดใหเจาของโครงการ ตองกําหนดและจัดใหมีเขตระบบรถขนสงทางรางและเขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางรางตามหลักเกณฑและเงื่อนไข ที่กําหนดในกฎกระทรวง เพื่อประโยชนในการบํารุงรักษาและความปลอดภัยของการขนสงทางราง เนื่องจากโครงการ รถขนสงทางรางมีทั้งระดับพื้นดินเหนือพื้นดิน และใตพื้นดิน ซึ่งมีขอจํากัดดานพื้นที่และวิศวกรรมแตกตางกัน จึงจําเปนตองกําหนดหลักเกณฑ ระยะ และเงื่อนไขในการกําหนดแนวเขตใหชัดเจนเปนมาตรฐานเดียวกัน และ สอดคลองกับหลักวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย โดยมีเปาหมายเพื่อกําหนดขอบเขตและเงื่อนไขการจัดทํา เขตระบบรถขนสงทางรางและเขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางราง รวมทั้งกําหนดใหมีการจัดทํารายงานและแผนผัง เสนอหนวยงานกํากับดูแล เพื่อใหการดําเนินโครงการเปนไปอยางปลอดภัยและคุมครองประโยชนสาธารณะ 2. คค. จึงไดยกรางกฎกระทรวงวาดวยหลักเกณฑและเงื่อนไขการกําหนดเขตระบบรถขนสงทางราง และเขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางราง พ.ศ. .... ซึ่งสรุปสาระสําคัญไดดังนี้ ประเด็น สาระสําคัญ 1. วันใชบังคับ (รางขอ 1) ใชบังคับตั้งแต วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปนตนไป 6 2. การกําหนดเขต ระบบรถขนสงทางราง (รางขอ 2) ใหกําหนดเขตระบบรถขนสงทางราง ดังตอไปนี้ (1) เขตระบบรถขนสงทางรางระดับพื้นดิน ใหนับจากขอบนอกสุดของโครงสราง ระบบรถขนสงทางรางออกไปตามแนวระนาบอยางนอยดานละ 3 เมตร ซึ่งครอบคลุม พื้นที่ทั้งระดับเหนือพื้นดินและใตพื้นดินดวย (2) เขตระบบรถขนสงทางรางระดับเหนือพื้นดิน ใหนับจากพื้นที่ระดับพื้นดิน ขึ้น ไปถึงระดับเหนือพื้นดิน ตั้งแตขอบนอกสุดของโครงสรางระบบรถขนสงทางราง ที่ ยกระดับขึ้นสูงเหนือระดับพื้นดินของแนวเสนทางระบบขนสงทางรางออกไปตามแนว ระนาบ อยางนอยดานละ 3 เมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งระดับพื้นดินและเหนือพื้นดิน รวมถึงพื้นที่ภายในใตสิ่งกอสรางของแนวระนาบดังกลาวดวย (3) เขตระบบรถขนสงทางรางระดับใตพื้นดิน ใหนับจากพื้นที่ซึ่งมีระดับความลึก จากระดับพื้นดินหรือพื้นน้ําไปถึงใตพื้นดิน ที่อยูบนเสนตรงที่นับจากขอบนอกสุดของ โครงสรางอุโมงคของแนวเสนทางระบบขนสงทางราง อยางนอยดานละ 3 เมตร ซึ่ง ครอบคลุมพื้นที่ระดับพื้นดินและเหนือพื้นดิน หรือเหนือพื้นน้ําดวย ในกรณีที่มีความจําเปนซึ่งไมอาจกําหนดเขตระบบรถขนสงทางรางตามระยะ ที่ กําหนดไวในวรรคหนึ่งได ใหเจาของโครงการกําหนดเขตระบบรถขนสงทางรางโดย คํานึงถึงประโยชนในการบํารุงรักษา และความปลอดภัยของการขนสงทางรางตลอดจน ความปลอดภั ยของบุ คคลซึ ่ งอยู ในระบบการขนส งทางราง สภาพพื ้ นที ่ และ สภาพแวดลอม ตามหลักวิศวกรรมหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวของ ทั้งนี้ เจาของโครงการตองจัดทํารายงานการกําหนดเขตระบบรถขนสงทางรางและแผนผัง แสดงแนวเขตดังกลาวเสนอตอกรมการขนสงทางราง 3. การกําหนด เขตปลอดภัย ระบบรถขนสงทางราง (รางขอ 3) ใหกําหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางราง ดังตอไปนี้ (1) เขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางรางระดับพื้นดิน ไดแก บริเวณพื้นที่ที่ขยาย ตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนสงทางรางระดับพื้นดิน โดย นับตอจากขอบนอกสุด ของเขตระบบรถขนสงทางรางออกไปอยางนอยดานละ 10 เมตร (2) เขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางรางระดับเหนือพื้นดิน ไดแก บริเวณพื้นที่ที่ ขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนสงทางรางระดับเหนือพื้นดิน โดย นับตอจาก ขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนสงทางรางออกไปอยางนอยดานละ 10 เมตร (3) เขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางรางระดับใตพื้นดินที่ไมอยูใตพื้นน้ํา ไดแก บริเวณพื้นที่ซึ่งขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนสงทางรางระดับใตพื้นดิน ที่ไม อยูใตพื้นน้ํา โดยนับตอจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนสงทางรางออกไป ซึ่ง การ คํานวณระยะหางดังกลาวจะขึ้นอยูกับระดับความลึกของอุโมงคใตพื้นดิน ที่ไมไดอยู ใตพื้นน้ํา (4 ) เขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางรางระดับใตพื้นดินที่อยูใตพื้นน้ํา ไดแก บริเวณ พื้นที่ซึ่งขยายตามแนวระนาบจากเขตระบบรถขนสงทางรางระดับใตพื้นดินที่อยู ใตพื้นน้ําโดยนับตอจากขอบนอกสุดของเขตระบบรถขนสงทางรางออกไป ซึ่ง การ คํานวณระยะหางดังกลาวจะขึ้นอยูกับระดับความลึกของอุโมงคใตพื้นดินที่อยูใตพื้น น้ํา ใน กรณีที่มีความจําเปนซึ่งไมอาจกําหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางรางตาม ระยะที่กําหนดไวในวรรคหนึ่งได ใหเจาของโครงการกําหนดเขตปลอดภัยระบบรถ ขนสงทางราง โดยคํานึงถึง ประโยชนในการบํารุงรักษาและความปลอดภัยของการ ขนสงทางราง ตลอดจนความปลอดภัยของบุคคลซึ่งอยูในระบบการขนสงทางราง สภาพ พื้นที่และสภาพแวดลอม ตามหลักวิศวกรรมหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวของ ทั้งนี้ เจาของโครงการตองจัดทํารายงานการกําหนดเขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางราง และแผนผังแสดงแนวเขตดังกลาวเสนอตอกรมการขนสงทางราง 7 3. คค. ได จัดใหมีการรับฟงความคิดเห็น เกี่ยวกับรางกฎกระทรวงดังกลาวจากผูมีสวนที่เกี่ยวของ ทั้งหนวยงานของรัฐ หนวยงานภาคเอกชน และภาคประชาชน ผานระบบกฎหมายกลาง ( www.law.go.th ) และ เว็บไซตของกรมการขนสงทางราง ( www.drt.go.th ) ระหวางวันที่ 6 - 22 มีนาคม 2569 และระหวางวันที่ 23 มีนาคม - 5 เมษายน 2569 รวม 30 วัน มีผูแสดงความคิดเห็น จํานวน 224 ราย โดยสวนใหญเห็นดวย กับรางกฎกระทรวง ดังกลาวรวมทั้ง ไดจัดทํารายงานการวิเคราะหผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายดวยแลว 4. คณะกรรมการนโยบายการขนสงทางราง ในการประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ประชุมไดพิจารณารางกฎกระทรวงวาดวยหลักเกณฑและเงื่อนไขการกําหนดเขตระบบรถขนสงทางรางและ เขตปลอดภัยระบบรถขนสงทางราง พ.ศ. .... และไดมีมติเห็นชอบหลักการของรางกฎกระทรวงดังกลาว 4. เรื่อง รางพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนาน พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการรางพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ สาระสําคัญของเรื่อง 1. รางพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนาน พ.ศ. .... ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและ นวัตกรรมเสนอ มีสาระสําคัญเปนการ ยกฐานะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนา นาน หรือสํานักงานบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนา นาน ใหเปน “มหาวิทยาลัยนาน” ซึ่งมีสถานะเปนหนวยงานในกํากับของ รัฐที่ มิไดเปนสวนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ (สถาบันอุดมศึกษาในกํากับของรัฐ) เนื่องจากจังหวัดนานมีขอจํากัดทาง ภูมิศาสตร อยางมาก พื้นที่สวนใหญเปนภูเขาและปาไม อีกทั้ง ยังประสบปญหา โครงสรางประชากรถดถอยและกาว เขาสูสังคมสูงวัยอยางตอเนื่อง ในขณะที่ระบบการบริหารงานแบบรวมศูนยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ลานนาสวนกลางใน ปจจุบันยังขาดความคลองตัว ในการดําเนินการที่เกี่ยวของกับการแกไขปญหาดังกลาว สงผลให เกิดภาวะสมองไหลและขาดพื้นฐานทางปญญาที่จะตอยอดสินคาเกษตรและดูแลรักษาสิ่งแวดลอมไดอยางยั่งยืน จึง เห็นสมควรใหมีการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจําจังหวัดนานขึ้น ภายใตแนวคิดการเปนมหาวิทยาลัยขนาดเล็กแต มีคุณภาพสูง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะดาน มีโครงสรางและการบริหารจัดการที่มีความคลองตัวซึ่งจะชวยแกไขปญหา เชิงพื้นที่ของจังหวัดนานไดประกอบกับเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อว. จึงไดยกรางพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนาน พ.ศ. .... ขึ้นโดยกําหนด โครงสรางและอํานาจการบริหารงานไวอยางชัดเจน เพื่อเปนกรอบใหมหาวิทยาลัยดําเนินการตามวัตถุประสงคได อยางคลองตัว สามารถบริหารงานบุคคล การเงิน และการทํานิติกรรมตาง ๆ ไดดวยตนเอง ( เดิม มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลลานนา นาน ที่เคยเปนสวนราชการขึ้นตรงตอมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลลานนาสวนกลาง ในทุกดาน) แตยังคงอยูภายใตการกํากับดูแลของรัฐมนตรี วาการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและ นวัตกรรม กําหนดใหรายไดของมหาวิทยาลัยไมเปนรายไดที่ตองนําสงคลังเปนรายไดแผนดิน ซึ่งกระทรวงการคลัง เห็นชอบดวยแลว อีกทั้ง กําหนดมาตรการตาง ๆ ใหสอดคลองกับกฎหมายวาดวยการอุดมศึกษา เชน กําหนดใหมี การประเมินคุณภาพการศึกษาและการประเมินผลการปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัย รวมถึงกําหนดหลักเกณฑเกี่ยวกับ การบัญชีและการตรวจสอบเพื่อใหมหาวิทยาลัยมีการวางและรักษาระบบบัญชีตามสวนงานอยางมีประสิทธิภาพและ สอดคลอง กับกฎหมายวาดวยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ทั้งนี้ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยนาน กอใหเกิดประโยชนในหลากหลายมิติ ไมวาจะเปน ในดาน เศรษฐกิจ ที่จะชวยกระตุนการหมุนเวียนเงินในทองถิ่น สงเสริมและสนับสนุนใหมีการพัฒนาและยกระดับสินคาเกษตร และเสริมสรางขีดความสามารถในการแขงขันของจังหวัดนาน ใน ดานสังคม จะชวย ลดความเหลื่อมล้ําและเพิ่มโอกาส ทางการศึกษา แกเยาวชนในพื้นที่ ตลอดจน รักษากําลังคนใหอยูพัฒนาภูมิลําเนาของตนเอง แทนที่จะตองอพยพ ออกไปหาโอกาสในพื้นที่อื่น และใน ดานสิ่งแวดลอม จะสามารถนําองคความรูดานวนเกษตรและเกษตรวิถีใหมมา ประยุกตใชในการแกไขปญหาไฟปา ฝุนละออง และดินถลมในพื้นที่จังหวัดนานไดอยางเปนรูปธรรม อันจะเปนการ วางรากฐานสําคัญเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดนานตอไป นอกจากนี้ ยัง สอดคลองกับคําแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการยกระดับวิทยาศาสตร เทคโนโลยีและนวัตกรรมสูการวางรากฐานเศรษฐกิจใหมอยางยั่งยืน โดยพลิกโฉมมหาวิทยาลัยใหเปนศูนยกลางองคความรู นวัตกรรม และการแกปญหาของประเทศซึ่ง ตรงกับ เจตนารมณ ของรางพระราชบัญญัตินี้ในการใหมหาวิทยาลัยนานเปน มหาวิทยาลัยนวัตกรรมตนแบบ และ การปรับ 8 หลักสูตรการศึกษาและรูปแบบการเรียนรูใหยืดหยุน ซึ่งสอดคลองกับการให อิสระในการบริหารจัดการ ของ มหาวิทยาลัย 2. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรมได จัดใหมีการรับฟงความคิดเห็น เกี่ยวกับ รางพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนาน พ.ศ. .... แลว โดย สวนใหญเห็นดวย ทั้งหลักการและรางพระราชบัญญัติฉบับนี้ (เห็นดวยรอยละ 92 ) และ ไดจัดทําสรุปผลการรับฟงความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะหผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากกฎหมาย ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติหลักเกณฑการจัดทําราง กฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 รวมทั้ง ไดจัดทําแผนการจัดทํากฎหมายลําดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสําคัญของกฎหมายลําดับรองที่ออกตามรางพระราชบัญญัติดังกลาว จํานวน 56 ฉบับ ซึ่งเรื่องดังกลาวเปนไปตามมติคณะรัฐมนตรี ( 19 เมษายน 2559 และ 24 มกราคม 2560 ) ที่ใหทุกสวนราชการ เสนอแผนในการจัดทํากฎหมายลําดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสําคัญของกฎหมายลําดับรอง เพื่อให คณะรัฐมนตรีรับทราบและติดตามตอไป จึงเห็นสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบแผนในการจัดทํากฎหมาย ลําดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสําคัญ ของกฎหมายลําดับรองที่ออกตามรางพระราชบัญญัติดังกลาว 3. หนวยงานที่เกี่ยวของ ไดแก สงป. สํานักงาน ก.พ. สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห งชาติ และสํานั กงาน ก.พ.ร. เห็ นชอบในหลั กการ ของร างพระราชบั ญญั ติ ในเรื ่ องนี ้ โดย สงป. มีความเห็นเพิ่มเติมวา เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนาน จะทําใหเกิดภาระงบประมาณ ในอนาคต โดยคาใชจายที่อาจ เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนสถานภาพของบุคลากรเดิมเปนพนักงานมหาวิทยาลัยและอัตราพนักงานมหาวิทยาลัยที่จะขอ เพิ่มใหม มหาวิทยาลัยนาน ควรดําเนินการจัดทําแผนการปรับเปลี่ยนสถานภาพของบุคลากร ดังกลาวและแผนการ สรรหาอัตรากําลังใหมใหชัดเจนพรอม ประมาณการภาระงบประมาณ ที่จะเกิดขึ้นตอไป สําหรับ เงินรายได ของ มหาวิทยาลัยที่ไมตองนําสงคลังเปนรายไดแผนดินควร ใหมีเทาที่จําเปนและใชจายอยางเครงครัด พรอมทั้งวาง หลักเกณฑเงื่อนไข และวิธีการเกี่ยวกับเงินดังกลาวใหมีความเหมาะสม รวมถึงมี ระบบการติดตามและรายงานผล การ ดําเนินงานและการใชจายเงินใหชัดเจนโดย รายงานตอสํานักงบประมาณ อยางถูกตองเพื่อประกอบการจัดทํา งบประมาณรายจายประจําป ตลอดจนคํานึงถึงความคุมคาและประโยชนที่ประชาชนจะไดรับเปนสําคัญ 5. เรื่อง รางกฎกระทรวงกําหนดสิ่งของหรือของเสียอื่นเปนขยะ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการรางกฎกระทรวงกําหนดสิ่งของหรือของเสียอื่นเปนขยะ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และใหสงสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยใหรับความเห็นของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมไปประกอบการพิจารณาดวย แลวดําเนินการตอไปได สาระสําคัญของเรื่อง 1. ประเทศไทยไดเขาเปนประเทศภาคีวาดวยการปองกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. 1973 และที่แกไข เพิ่ มเติมโดยพิธีสาร ค.ศ. 1978 ( International Convention for the Prevention of Pollution from Ships 1973, as modified by the Protocol of 1978: MARPOL 73/78) (อนุสัญญา MARPOL ) เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1973 ซึ่งอนุสัญญาดังกลาว มีวัตถุประสงคเพื่อลดมลพิษทางทะเลที่ปลอยออกจากเรือ โดยกําหนดขอบังคับ สําหรับปองกันมลพิษทางทะเลแตละชนิด แบงออกเปน 6 ภาคผนวก ซึ่งประเทศไทยไดเขาเปนประเทศภาคีอนุสัญญา MARPOL ภาคผนวก 1 การปองกันมลพิษจากน้ํามัน ภาคผนวก 2 การควบคุมมลพิษจากสารเหลวที่มีพิษในปริมาตร รวม และภาคผนวก 5 การปองกันมลพิษจากขยะบนเรือเรียบรอยแลว (ประเทศไทยยังไมไดเขาเปนภาคีในอนุสัญญา MARPOL ภาคผนวก 3 การปองกันมลพิษจากสารอันตรายที่ขนสงทางทะเลในรูปแบบหีบหอ ภาคผนวก 4 การ ปองกันมลพิษจากสิ่งปฏิกูลจากเรือ และภาคผนวก 6 การปองกันมลพิษทางอากาศจากเรือ) 2. มาตรา 120/2 (10) แหงพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทย พุทธศักราช 2456 แกไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทย (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2566 บัญญัตินิยามของคําวา “ขยะ” ให รวมถึงสิ่งของหรือของเสียอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวงโดยคํานึงถึงอนุสัญญาระหวางประเทศวาดวยการปองกัน มลพิษจากเรือ พ.ศ. 1973 และที่แกไขเพิ่มเติมโดยพิธีสาร ค.ศ. 1978 ซึ่งวัตถุประสงคของอนุสัญญาดังกลาว ใน ภาคผนวก 3 และภาคผนวก 4 เปนการปองกันมลพิษจากสารอันตรายที่ขนสงทางทะเลในรูปแบบหีบหอและสิ่งปฏิกูล จากเรือ นอกจากนี้ มาตรา 119 แหงพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทยพระพุทธศักราช 2456 แกไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2535 บัญญัติหามมิใหผูใดเท ทิ้ง หรือทําดวยประการ ใด ๆ ให หิน กรวด ทราย ดินโคลน อับเฉา สิ่งของหรือสิ่งปฏิกูลใด ๆ ยกเวนน้ํามันและเคมีภัณฑลงในแมน้ํา ลําคลอง 9 บึง อางเก็บน้ํา หรือทะเลสาบ อันเปนทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใชประโยชนรวมกันหรือทะเลภายใน นานน้ําไทย อันจะเปนเหตุใหเกิดการตื้นเขิน ตกตะกอน หรือสกปรก เวนแตจะไดรับอนุญาตจากเจาทา แตอยางไรก็ ตาม เขตอํานาจในการควบคุมการทิ้งสิ่งปฏิกูลตามมาตราดังกลาวจํากัดอยูเพียงทะเลภายในนานน้ําไทย ซึ่งตามบท นิยามตามมาตรา 3 แหงพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทยพระพุทธศักราช 2456 และที่แกไขเพิ่มเติม หมายความรวมถึงนานน้ําที่อยูในเขตตอเนื่องของราชอาณาจักรไทยเทานั้น แตไมครอบคลุมถึงเขตเศรษฐกิจจําเพาะ ซึ่งเปนแหลงทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของประเทศไทย ดังนั้น เพื่อเปนการเตรียมความพรอมในการเขาเปนภาคีอนุสัญญา MARPOL ภาคผนวก 3 และ ภาคผนวก 4 คค. จึ งได ยกร างกฎกระทรวงกําหนดสิ ่ งของหรื อของเสี ยอื ่ นเป นขยะ พ.ศ. .... ขึ้น โดยกําหนดใหสารอันตรายที่บรรจุในรูปแบบหีบหอตามอนุสัญญาฯ ภาคผนวก 3 และสิ่งปฏิกูลตามอนุสัญญา MARPOL ภาคผนวก 4 เปน “ขยะ” ตามบทนิยามในมาตรา 120/2 (10) แหงพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ํา ไทย พระพุทธศักราช 2456 แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทย (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2566 ที่ บัญญัตินิยามของคําวา “ขยะ” ใหรวมถึงสิ่งของหรือของเสียอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวงโดยคํานึงถึง อนุสัญญา MARPOL ในภาคผนวก 3 และภาคผนวก 4 เพื่อใหสามารถใชกลไกการควบคุมการทิ้งขยะในทะเล ตามมาตรา 120/7 (6) แหงพระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทย (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2566 ได โดยมี สาระสําคัญสรุปได ดังนี้ ประเภทของของเสียหรือขยะ รายละเอียด 1. สารอันตราย (Harmful Substances ) ที่ บรรจุในหีบหอ ซึ่ งขอบังคับระหวาง ประเทศว าด วยความปลอดภั ยในการ ขนส งสิ ่ งของ อั นตรายทางน้ ํา ( IMDG Code ) ระบุวาเปนมลพิษทางทะเล รวมถึง สารซึ ่ งก อให เกิ ดผลกระทบทางน้ํา (Aquatic Hazard ) • สารที่กอใหเกิดผลกระทบทางน้ําแบบเฉียบพลัน 1) สารที่มีระดับความเปนพิษ ( LC50 1 ) ภายใน 96 ชม. ตอสัตวทดลอง ในกลุม ปลา 2) สารที่มีระดับความเปนพิษ ( EC50 2 ) ภายใน 48 ชม. ตอสัตวทดลอง ในกลุม สัตวเปลือกแข็ง (Crustacea ) 3) สารที ่ มี ระดั บความเป นพิ ษ ( ErC50 3 ) ภายใน 72 หรือ 96 ชม. ตอ สาหรายหรือพืชน้ําอื่น ๆ เมื่ อสัตวทดลองในกลุ มปลา สัตวทดลองในกลุ มสัตวเปลือกแข็ง (Crustacea ) สาหรายหรือพืชน้ําอื่น ๆ ดังกลาว ไดรับสารในปริมาณ ไมเกิน 1 มก. /ล. ตอน้ําหนักตัว 1 กก. • สารที่กอใหเกิดผลกระทบทางน้ําระยะยาว 1) ประเภทยอยที่ 1 สารที่ไมสามารถยอยสลายไดอยางรวดเร็ว - กลุ มเรื้ อรัง ประเภท 1 สารที่ มีคา Chronic NOEC 4 หรือ ECx 5 สําหรับสัตวทดลองในกลุมปลา กลุมสัตวเปลือกแข็ง ( Crustacea ) และ/หรือสาหรายหรือพืชน้ําอื่น ๆ ไมเกิน 0.1 มก. /ล. ตอน้ําหนัก ตัว 1 กก. - กลุมเรื้อรัง ประเภท 2 สารที่มีคา Chronic NOEC หรือ ECx สําหรับ สัตวทดลองในกลุมปลา กลุมสัตวเปลือกแข็ง ( Crustacea ) และ/หรือ สาหรายหรือพืชน้ําอื่น ๆ ไมเกิน 1 มก. /ล. ตอน้ําหนักตัว 1 กก. 2) ประเภทยอยที่ 2 สารที่สามารถยอยสลายไดอยางรวดเร็ว - กลุมเรื้อรัง ประเภท 1 สารที่มีคา Chronic NOEC หรือ ECx สําหรับ สัตวทดลองในกลุมปลา กลุมสัตวเปลือกแข็ง ( Crustacea ) และ/หรือ สาหรายหรือพืชน้ําอื่น ๆ ไมเกิน 0.1 มก. /ล. ตอน้ําหนักตัว 1 กก. - กลุมเรื้อรัง ประเภท 2 สารที่มีคา Chronic NOEC หรือ ECx สําหรับ สัตวทดลองในกลุมปลา กลุมสัตวเปลือกแข็ง ( Crustacea ) และ/หรือ สาหรายหรือพืชน้ําอื่น ๆ ไมเกิน 1 มก. /ล. ตอน้ําหนักตัว 1 กก. 3) ประเภทยอยที่ 3 สารที่ไมมีขอมูลความเปนพิษเรื้อรังอยางเพียงพอ - กลุมเรื้อรัง ประเภท 1 ซึ่งเปนสารที่มีระดับความเปนพิษ LC 50 ที่ 96 ชม. ตอสัตวทดลองในกลุมปลา และ/หรือ สารที่มีระดับความเปน 10 พิ ษ EC 50 ที ่ 48 ชม. ต อสั ตว ทดลองในกลุ มสั ตว เปลื อกแข็ง (Crustacea ) และ/หรือ สารที่มีระดับความเปนพิษ ( ErC 50) ที่ 72 หรือ 96 ชม. ตอสาหรายหรือพืชน้ํา อื่น ๆ เมื่อสัตวทดลองในกลุม ปลา สัตวทดลองในกลุ มสัตวเปลือกแข็ง ( Crustacea ) และ/หรือ สาหรายหรือพืชน้ําอื่น ๆ ไดรับสารปริมาณไมเกิน 1 มก. /ล. ตอ น้ําหนักตัว 1 กก. รวมถึงสารเคมีที่สลายตัวชา และ/หรือ มีคาการ สะสมทางชีวภาพ ( BCF ) ที่ไดจากการทดลองตั้งแต 500 ขึ้นไป หรือถา ไมมีใหใชคา log K OW ≥ 4 - กลุมเรื้อรัง ประเภท 2 ซึ่งเปนสารที่มีระดับความเปนพิษ LC 50 ที่ 96 ชม. ตอสัตวทดลองในกลุมปลา และ/หรือสารที่มีระดับความเปน พิ ษ EC 50 ที ่ 48 ชม. ต อสั ตว ทดลองในกลุ ม สั ตว เปลื อกแข็ง (Crustacea ) และ/หรือ สารที่มีระดับความเปนพิษ (ErC50 ) ที่ 72 หรือ 96 ชม. ตอสาหรายหรือพืชน้ําอื่น ๆ เมื่อสัตวทดลองในกลุมปลา สัตวทดลองในกลุมสัตวเปลือกแข็ง ( Crustacea ) และ/หรือสาหราย หรือพืชน้ําอื่น ๆ ดังกลาว ไดรับสารปริมาณมากกวา 1 มก. /ล. แต ไมเกิน 10 มก. /ล. ตอน้ําหนักตัว 1 กก. รวมถึงสารเคมีที่สลายตัวชา และ/หรือมีคาการสะสมทางชีวภาพ ( BCF ) ที่ไดจากการทดลองตั้งแต 500 ขึ้นไปหรือถาไมมีใหใชคา log K OW ≥ 4 2 บรรจุภัณฑเปลาที่ผานการใชบรรจุสาร อันตรายตาม 1. - 3. สิ่งปฏิกูล • สิ่ งและของเสียอื่ นใดที่ ระบายออกจาก โถสวมและโถปสสาวะ (Toilets and urinals ) • สิ่งที่ระบายออกจาก สถานที่ทางการแพทย (Medical premises ) บนเรือ เชน หองอนามัย หรือหองพยาบาล โดยผานทางอางลาง (Wash basins ) ทอลาง ( Wash tubs ) ทางระบายน้ํา ( Scuppers ) ที่ ติดตั้งอยูในสถานที่ดังกลาว • สิ่งที่ระบายออกจาก บริเวณกักสัตวมีชีวิต • น้ําเสียอื่น ใดซึ่งปนกับสิ่งที่ระบุไวในขอ 3. 3. รางกฎกระทรวงกําหนดสิ่งของหรือของเสียอื่นเปนขยะ พ.ศ. .... จะเปนการดําเนินการเพื่อให มาตรการทิ้งขยะในทะเลตามกฎหมายการเดินเรือในนานน้ําไทยครบถวนสมบูรณและสอดคลองกับอนุสัญญาระหวาง ประเทศวาดวยการปองกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. 1973 และที่แกไขเพิ่มเติมโดยพิธีสาร ค.ศ. 1978 รวมทั้งเปนการ ยกระดับมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดลอมทางทะเล โดยจะสงผลใหเจาของเรือ ผูครอบครองเรือ นายเรือ เจาของแทน ผูครอบครองแทนหรือผูจัดการแทนมีหนาที่ตองปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการทิ้งขยะในทะเลตามที่บัญญัติใน พระราชบัญญัติการเดินเรือในนานน้ําไทย (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2566 และกฎหมายลําดับรองที่เกี่ยวของ เพื่อลดการ ปลอยมลพิษจากสารอันตราย หีบหอที่ผานการบรรทุกสารอันตราย และสิ่งปฏิกูลลงสูทะเล โดยเฉพาะในบริเวณเขต เศรษฐกิจจําเพาะ ซึ่งรัฐชายฝงมีสิทธิในการใชสอยทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณดังกลาว ทั้งนี้ รายละเอียดหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไข ในการกําหนดมาตรฐานการทิ้งสารอันตรายในรูปแบบหีบหอ และสิ่งปฏิกูล ที่กําหนดไวในราง กฎกระทรวงดังกลาว คค. จะจัดทําเปนประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑวิธีการ และเงื่อนไข ในการทิ้ง ขยะอื่น พ.ศ. .... ตอไป 4. คค. (กรมเจาทา) ไดจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นของผูมีสวนไดเสียและประชาชนที่เกี่ยวของ ผ านทางเว็ บไซต ระบบกลางทางกฎหมาย ( www.law.go.th ) เมื ่ อวั นที ่ 23 กั นยายน 2567 ถึ งวั นที่ 23 ตุลาคม 2567 และผานทางเว็บไซตของกรมเจาทา ( www.md.go.th ) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2567 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2567 และไดจัดการประชุมรับฟงความคิดเห็นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 โดยมีผูเขารวมรับฟงความคิดเห็น จํานวน 61 คน ซึ ่ งเป นบุ คลากรจากทั ้ งหน วยงานของรั ฐและเอกชนที ่ เกี ่ ยวข อง ซึ ่ งที ่ ประชุม เห็นดวย กับการยกรางกฎกระทรวงดังกลาวและ คค. ไดจัดทํารายงานการวิเคราะหผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก 11 กฎหมายผานระบบกลางทางกฎหมาย และไดจัดทําสรุปผลการรับฟงความคิดเห็น และรายงานการวิเคราะห ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย โดยไดเผยแพรเอกสารดังกลาวผานชองทางระบบกลางทางกฎหมายเรียบรอย แลว 5. หนวยงานที่เกี่ยวของ เห็นชอบ/ไมขัดของในหลักการ ของรางกฎกระทรวงดังกลาว โดยกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเห็นวา ( 1 ) การกําหนดสิ่งของหรือของเสียอื่นเปนขยะนั้น นําไปสูการจัดทําราง ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการทิ้งขยะ พ.ศ. .... ซึ่งมีความสําคัญเนื่องจากสิ่ง เหลานี้สะสมและสามารถพัดพาเคลื่อนยายออกจากบริเวณที่มีการทุมทิ้งไดกอใหเกิดมลพิษตกคางยาวนานใน สิ่งแวดลอม ดังนั้น จึงควรพิจารณาใหรอบคอบในดานประเภท ชนิด ปริมาณ ความเปนพิษจากบริเวณที่กําหนดใหทุม ทิ้งและความสามารถในการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติตามสภาพแวดลอม ( 2 ) เห็นควรเพิ่มเติมการกําหนดวันที่ราง กฎกระทรวงฉบับนี้มีผลบังคับใช กําหนดบทเฉพาะกาล หมวดหมู และหัวขอของแตละประเด็นในรางกฎกระทรวง ดังกลาวใหมีความชัดเจนและเขาใจงาย และ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นวา คณะรัฐมนตรีใหความเห็นชอบ ในหลักการของรางกฎกระทรวงดังกลาวได __________________ 1 LC50 (Lethal Concentration 50 %) หมายถึง คาความเขมขนของสารเคมีในอากาศหรือในน้ําที่เปนสาเหตุทําให กลุมสัตวทดลองรอยละ 50 (ครึ่งหนึ่ง) ตาย 2 EC50 (Effective Concentration 50 %) หมายถึง คาความเขมขนหรือคาประสิทธิภาพของสารที่ใชในการตาน ออกซิเดชันไดรอยละ 50 3 ErC50 (Effective Reduction Concentration 50%) หมายถึง คาความเขมขนหรือคาประสิทธิภาพของสารที่ทํา ใหอัตราการเจริญเติบโตที่ลดลง ( reduction of growth rate ) สวนมากมักใชกับพืชน้ําหรือสาหรายในการประเมินผล ของสารตอการเจริญเติบโต 4 Chronic NOEC เปนคาที่ใชในการประเมินความเปนพิษของสารเคมีตอสิ่งมีชีวิตในระยะยาว ซึ่งเปนคาความเขมขน สูงสุดของสารเคมีที่ทดสอบ ที่ไมกอใหเกิดผลกระทบเชิงลบที่มีนัยสําคัญทางสถิติตอสิ่งมีชีวิตที่ทําการทดสอบใน ระยะเวลาที่ยาวนาน 5 ECx คือ ความเขมขนของสารเคมีที่คาดวาจะกอใหเกิดผลกระทบในระดับที่ระบุ เชน ความเขมขน 10% , ความ เขมขน 50% ตอสิ่งมีชีวิตที่ทดสอบ 6. เรื่อง รางระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยคณะกรรมการนโยบายทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ พ.ศ. .... คณะรั ฐมนตรี มี มติเห็ นชอบในหลั กการร างระเบี ยบสํานั กนายกรั ฐมนตรี ว าด วย คณะกรรมการนโยบายทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย (พณ.) เสนอ และใหสง คณะกรรมการตรวจสอบรางกฎหมายและรางอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยใหรับความเห็นและ ขอสังเกตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม และสํานักงานอัยการสูงสุดไปประกอบการ พิจารณาดวย แลวดําเนินการตอไปได เรื่องเดิม 1. ไดมีคณะกรรมการนโยบายทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ ( คทป.) จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีวาดวยคณะกรรมการนโยบายทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ พ.ศ. 2555 ซึ่งตอมาไดมีการแกไขเพิ่มเติม โดยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยคณะกรรมการนโยบายทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2556 และระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยคณะกรรมการนโยบายทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2559 เพื่อทําหนาที่ในการกําหนดนโยบายและยุทธศาสตรดานการพัฒนาระบบทรัพยสินทางปญญา สงเสริม คุมครอง และ ปองกันและปราบปรามการละเมิดสิทธิในทรัพยสินทางปญญา ทั้งในประเทศและตางประเทศ กําหนดแนวทางและ มาตรการในการดําเนินงานตลอดจนขับเคลื่อนและติดตามการปฏิบัติงานตามนโยบายและยุทธศาสตรฯ ใหสัมฤทธิ์ผล 2. คณะรัฐมนตรีไดมีมติ ( 5 พฤษภาคม 2569 ) เห็นชอบ รางระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการยกเลิกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ไมเหมาะสมแกกาลเวลาสมัย พ.ศ .... โดยเปนการยกเลิกระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี จํานวน 8 ฉบับ ซึ่งรวมถึงระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยคณะกรรมการนโยบายทรัพยสิน ทางปญญาแหงชาติ พ.ศ. 2555 และแกไขเพิ่มเติม เนื่องจากการกําหนดกลไกคุมครองทรัพยสินทางปญญาในปจจุบัน มีความลาสมัยและมีความซ้ําซอนกับภารกิจของกรมทรัพยสินทางปญญา ทั้งนี้ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวา 12 ดวยการยกเลิกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ไมเหมาะสมแกกาลเวลาสมัย พ.ศ. 2569 มีผลใชบังคับแลวเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สาระสําคัญของเรื่อง 1. เนื่องจากการดําเนินงานดานทรัพยสินทางปญญาทั้งระบบมีความเกี่ยวของกับหลายหนวยงานทั้ง ภาครัฐและภาคเอกชน ไมวาจะเปนดานการคุมครอง การบังคับใชกฎหมายการปองกันและปราบปราม และการ สงเสริมการใชประโยชนในเชิงพาณิชย รวมถึงการยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมและการสรางสรรค ให สอดคลองกับแนวทางดัชนีนวัตกรรมโลก ( Global Innovation Index : GII ) เพื่อรองรับบริบททางเศรษฐกิจและ สภาวการณที่เปลี่ยนไปรวมทั้งเปนการขับเคลื่อนระบบนิเวศดานทรัพยสินทางปญญาของประเทศอยางครบวงจรและ ยั่งยืน จึงมีความจําเปนตองจัดตั้ง คทป. ขึ้นเพื่อรับผิดชอบในการกําหนดนโยบาย ยุทธศาสตร มาตรการและแผนงาน ตลอดจนการบูรณาการการดําเนินงานรวมกับทุกภาคสวนอยางเปนเอกภาพ 2. พณ. จึงไดเสนอรางระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยคณะกรรมการนโยบายทรัพยสินทาง ปญญาแหงชาติ พ.ศ. . .. มาเพื่อดําเนินการ ซึ่งได ปรับปรุงองคประกอบหนาที่และอํานาจ ของ คทป. (เดิม) ตาม ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยคณะกรรมการนโยบายทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ พ.ศ. 2555 และที่แกไข เพิ่มเติม โดย ปรับลดจํานวนองคประกอบของกรรมการโดยตําแหนงเพียงเทาที่จําเปนและใหประกอบดวย หนวยงานที่เกี่ยวของกับการดําเนินการ ในปจจุบัน และเพิ่มหนวยงานที่เกี่ยวของกับการบูรณาการการสงเสริม สนับสนุนในการดําเนินการ พัฒนานวัตกรรมของประเทศและมาตรการปองปรามการละเมิดและการจัดการทรัพยสิน ทางปญญา ที่เกี่ยวกับความมั่นคง และ ปรับปรุงหนาที่และอํานาจของ คทป. ใหมีความเหมาะสมและสอดคลองกับ บริบทที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเนนการบูรณาการความรวมมือทั้งระบบอยางมีประสิทธิภาพ อันจะเปนการสรางความ เชื่อมั่นทางการคา และการลงทุนของประเทศอยางยั่งยืน และการบูรณาการความรวมมือระหวางหนวยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันศึกษา และหนวยงานที่เกี่ยวของ โดย ไมซ้ําซอนกับภารกิจของกรมทรัพยสินทาง ปญญา และคณะกรรมการที่มีกฎหมายกําหนดไวแลว ไดแก คณะกรรมการสิทธิบัตร คณะกรรมการเครื่องหมาย การคา คณะกรรมการลิขสิทธิ์ คณะกรรมการสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร คณะกรรมการความลับทางการคา และ คณะกรรมการแบบผังภูมิที่มีหนาที่และอํานาจหลักในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณคําสั่งตามพระราชบัญญัติซึ่งจะ จํากัดอยูเฉพาะทรัพยสินทางปญญาแตละประเภท โดยไมครอบคลุมถึงการทํางานในเชิงนโยบายและการ ดําเนินงานเกี่ยวกับทรัพยสินทางปญญาในภาพรวม โดยมีสาระสําคัญสรุปไดดังนี้ ประเด็น สาระสําคัญ 1. บทนิยาม (รางขอ 3) • “ทรัพยสินทางปญญา” หมายความวา (1 ) ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการคา แบบผังภูมิของวงจรรวม สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร ความลับทางการคา และพันธุพืช และให หมายความรวมถึงสิทธิอื่นในทํานองเดียวกันที่มีกฎหมายคุมครอง (2 ) ภูมิปญญาทองถิ่ นและภูมิปญญาไทยไมวาจะมีกฎหมาย คุมครองหรือไมก็ตาม (คงเดิม) 2. องค ประกอบของคณะกรรมการ (รางขอ 4) • ใหมีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกวา “ คณะกรรมการนโยบาย ทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ” เรียกโดยยอยวา “คทป.” ประกอบดวย (1 ) นายกรัฐมนตรี เปนประธานกรรมการ (2 ) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย และ รัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย เปน รองประธานกรรมการ คนที่หนึ่ง และคนที่สอง ตามลําดับ (3 ) หั วหน าส วนราชการระดั บปลั ดกระทรวง จํานวน 7 หนวยงานเปน กรรมการ ไดแก - ปลัดกระทรวงกลาโหม (เพิ่ม) - ปลัดกระทรวงการคลัง 13 - ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและ น วัตกรรม (เปลี่ยนชื่อ) - ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (เปลี่ยนชื่อ) - ปลัดกระทรวงพาณิชย - ปลัดกระทรวงยุติธรรม - ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (4 ) อัยก